ที่อยู่และเบอร์ติดต่อ

สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช สถานีปฏิบัติการนาดูน นาดูน มหาสารคาม 44180
0-4379-7048
0-4379-7048
http://www.walai.msu.ac.th

วันและเวลาทำการ

จันทร์ - อาทิตย์
08:00 - 16:00

ผู้ชมกลุ่มเป้าหมาย

1. บุคคลทั่วไป
2.นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา-มัธยมศึกษา
3. นักวิชาการ/นักวิจัย
4. นักศึกษาระดับอุดมศึกษา
5. นักท่องเที่ยวในประเทศ
6. นักท่องเที่ยวต่างประเทศ

ค่าเข้าชม

ไม่เสียค่าเข้าชม หมายเหตุ : กรุณาส่งจดหมายขออนุญาตหรือโทรศัพท์

ประวัติความเป็นมา

แหล่งรวบรวมข้อมูลและจัดแสดงสภาพชีวิต ความเป็นอยู่สภาพสังคมและวัฒนธรรมของชาวอีสาน ตามแนวคิดการศึกษาที่สมบูรณ์จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลกันระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็นบริเวณต่างๆ ได้แก่ หมู่บ้านอีสาน โรงเกวียน เถียงนา กองฟาง โรงแสดงกลางแจ้ง และบริเวณที่พักภายในบริเวณหมู่บ้านอีสาน
จัดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบของเรือนอีสานกับวิถีชีวิตระบบ ครอบครัว เครือญาติ เศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา ฯลฯ ภายในเรือนอีสานแต่ละหลังได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวอีสาน รวมทั้งข้อมูลที่แสดงความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ และความเชื่อในการใช้พันธุ์ไม้ของชาวอีสาน
พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน ก่อตั้งขึ้นจากโครงการน้ำพระทัยจากในหลวงหรือโครงการอีสานเขียว เทื่อพ.ศ. 2531 บนเนื้อที่ 150 ไร่ หนึ่งในโครงการของสถาบันวิจัยรุกขเวชมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อศึกษาปฏิบัติการด้านสังคมศาสตร์ เกี่ยวกับวิถีชีวิต สังคม-วัฒนธรรมอีสานในรูปแบบวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กันกับการศึกษาปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เรื่องพืชสมุนไพรปละพันธุ์ไม่ไผ่ในเอเชีย โดยจำลองวิถีต่าง ของชาวอีสาน ตั้งแต่เรือนเย้า เรือนผู้ไท และเรือนอีสาน ภายในบ้านจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ประจำวันของคนอีสาน นำเสนอสภาพชีวิตของสังคมและวัฒนธรรมอีสานที่ดำรงอยู่ด้วยข้าวและน้ำด้วยเหตุผลอีสานเป็นสังคม เกษตรกรรมทำนา ที่จำเป็นต้องอาศัยน้ำเป็นหลัก และยังเชื่อมโยงไปสัมพันธ์กับวิถีการดำรงชีวิตที่ผู้คนจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องปลาพืชพันธุ์ไม้ ป่า และรวมทั้งเกลือด้วย

แผนที่

ภาพถ่ายห้องจัดแสดง

การจัดแสดงนิทรรศการถาวรเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนอีสาน ,กลุ่มชนเผ่า ,วัฒนธรรมและประเพณี ,ภูมิปัญญา,การแพทย์ ด้านแพทย์แผนไทย และธรรมชาติศึกษาและสิ่งมีชีวิต ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่พิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงบ้านอีสานและเรือนประกอบอื่นๆ ไว้ ๑๕ หลัง ดังนี้
เรือนชาวนา ตัวเรือนนำมาจากบ้านสมสะอาด อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ โดยเจ้าของเดิมเป็นชาวนา ชื่อนายเคน-นางจันทร์ ชมระกา ในช่วงเวลาที่ป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์เจ้าของเดิมได้เก็บสะสมไม้ไว้สร้างเรือน และทำการจ้างช่างในหมู่บ้าน และควบคุมการสร้างเรือนด้วยตนเอง โดย ใช้เวลา ๗ ปี (พ.ศ. ๒๕๐๕-๒๕๑๓) เดิมตัวเรือนมีขนาด ๔ ห้อง เนื่องจากเป็นครอบครัวใหญ่ (ประเพณีชาวอีสานจะสร้างเรือนขนาด ๓ ห้องเท่านั้น) เมื่อรื้อถอนมาก่อสร้างใหม่ในพิพิธภัณฑ์บ้านอีสานได้ตัดทอนขนาดลง ๑ ห้องเหลือเพียง ๓ ห้อง เพื่อให้สอดคล้องกับเรือนอีสานทั่วไป ลักษณะของเรือนขนาดใหญ่หลังนี้ ด้านในสุดเป็นตัวเรือนใหญ่ มีการต่อชานโดยลดชั้นออกทางด้านหน้าเรือน มีหลังคาเกยคลุม ด้านนอกต่อชานแดดหรือชานฝนลดชั้นจากชานปล่อยเป็นพื้นที่โล่งวางภาชนะ และวางพาดบันได ส่วนเรือนครัวเชื่อมกับชานเรือนใหญ่ ในห้องครัวใช้เตาแบบก้อนเส้าบนกะบะดิน ภายในเรือนได้มีการจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ไว้ตามมุมต่างๆ เช่น ห้องนอนจะมีเตียงไม้โบราณ, ห้องครัวมีภาชนะเครื่องจักสาน เครื่องใช้ไม้สอย เครื่องปั้นดินเผาและเตาไฟ ส่วนใต้ถุนเรือนมีคอกสัตว์และหุ่นจำลองรูปควาย ตลอดจนหูกทอผ้า เพื่อจำลองภาพชีวิตของชาวบ้านให้เห็นชัดเจน นอกจากวัตถุสิ่งของแล้วภายเรือนยังมีแผ่นป้ายข้อมูลเกี่ยวกับเรือนและภาพถ่ายประกอบอีกด้วย
เรือนประมงน้ำจืด เจ้าของเรือนแต่เดิมคือ นายลูกแก้ว-นางใจ ทิพย์เสนา อยู่ที่บ้านอุปรีย์ ต.ไค้นุ่น อ.ห้วยผึ้ง จ.กาฬสินธุ์ ตัวเรือนเป็นเรือนใหญ่ขนาด ๓ ห้อง มีตัวเรือนและชานที่ต่อเกยจากชายคาเรือนยื่นคลุมตลอดแนวทั้ง ๓ ห้อง โดยไม่มีชานแดดหรือชานฝน ใต้ถุนเรือนมีการจัดแสดงเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับการประมงน้ำจืด เช่น ไซดักปลา และเรือ เป็นต้น นอกจากวัตถุสิ่งของแล้วยังมีแผ่นป้ายข้อมูลเกี่ยวกับเรือนและภาพถ่ายประกอบอีกด้วย ส่วนบริเวณบนเรือนปัจจุบันจัดเป็นใช้เรือนรับรอง ไม่มีการจัดแสดงนิทรรศการ
เรือนผ้าทอ เจ้าของเรือนแต่เดิมคือ น.ส. นาง พัฒนา อยู่ที่บ้านหนองโน ต.โคกเครือ อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ เป็นเรือนใหญ่มีโข่ง ลักษณะคล้ายเรือนแฝดของเรือนไทยภาคกลางทั่วไป เพียงแต่ว่าโข่ง หรือเรือนน้อยที่อยู่ด้านหน้าจะมีขนาดเล็กกว่าเรือนใหญ่และความสูงของหลังตาจั่วจะต่ำกว่าเล็กน้อย ส่วนพื้นภายในมีทั้งแบบชานลดระดับและระดับเสมอแล่นกลางตลอด แต่เรือนใหญ่มีโข่งหลังนี้ลดระดับจากพื้นเรือนใหญ่เป็นระดับเดียวกันกับพื้นเรือนน้อย จนดูเหมือนเป็นการสร้างหลังคาจั่วคลุมพื้นชานแดด บริเวณใต้ถุนเรือนมีการจัดแสดงกระบวนการทอผ้าไหมและผ้าฝ้าย ด้วยวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ วิธีการเลี้ยงไหม พร้อมทั้งประเภทของไหมที่ใช้ทอผ้า โดยนำเสนอผ่านเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นวัสดุจริง ไม่ว่าจะเป็นหูกทอผ้า, กระสวย, กระด้งเลี้ยงไหม อีกทั้งยังมีหุ่นจำลองคนสาวไหม พร้อมทั้งภาพถ่ายและข้อมูลประกอบเกี่ยวกับการทอผ้าอีกด้วย ส่วนบนเรือนปัจจุบันจัดใช้เป็นเรือนรับรอง ไม่มีการจัดแสดงนิทรรศการ นอกจากนี้บริเวณรอบๆ ตัวเรือนได้มีการปลูกต้นฝ้ายไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นฝ้ายขาว หรือฝ้ายตุ่ย รวมทั้งปลูกต้นหม่อน ที่ใช้เลี้ยงตัวไหมด้วย
เรือนหมอยาหรือเรือนสมุนไพรพื้นบ้าน เป็นเรือนใหญ่มีโข่งต่อชานแดดหรือชานฝนทางด้านสกัดของเรือน เป็นที่วางพาดบันได ส่วนบนเรือนปัจจุบันจัดใช้เป็นเรือนรับรอง ไม่มีการจัดแสดงนิทรรศการ ส่วนบริเวณใต้ถุนจัดเป็นศูนย์การเรียนรู้แพทย์แผนไทย จัมปาศรี ใช้เป็นที่อบรมด้านแพทย์แผนไทยและเปิดบริการนวดแผนโบราณ นอกจากนี้บริเวณรอบตัวเรือน มีการจัดพื้นที่ด้านหลังเรือนไว้เป็นสวนสมุนไพร
เรือนสมเด็จพระเทพรัตน์ เป็นเรือนขนาดใหญ่ เดิมเป็นเรือนของกลุ่มชาติพันธุ์แสก ชาวแสกเรียกเรือนประเภทนี้ว่า เรือนหัวลอย มีลักษณะรวมทั่วไปคล้ายเรือนใหญ่มีโข่งของชาวอีสาน คือ มีตัวเรือนใหญ่ และโข่งหรือเรือนน้อยอยู่เคียงทางด้านหน้า ที่โครงสร้างขื่ของเรือนน้อยใช้วิธีเจาะเสาเรือนใหญ่เพื่อสอดฝาขื่อเรือนน้อยในระดับต่ำกว่าขื่อของเรือนใหญ่ โดยไม่ต้องตั้งเสาเพิ่มเหมือนเรือนน้อยทั่วไปของอีสาน เรือนหัวลอยหลังนี้ได้มาจากชาวแสก ที่บ้านไผ่ล้อม ต.อาจสามารถ อ.เมือง จ.มหาสารคาม โดยมีการต่อเติมเพิ่มส่วนชานให้กว้างขึ้น บนเรือนใหญ่ไม่มีการจัดแสดงเนื่องจากใช้เป็นเรือนรับรอง มีเพียงเรือนครัวที่มีการจัดแสดงตัวอย่างเครื่องมือเครื่องใช้ในครัว ทั้งประเภทเครื่องจักสาน เครื่องไม้ และเครื่องปั้นดินเผา บนพื้นครัว ที่ผนัง และขื่อครัว ด้านในสุดจัดแสดงเตาไฟในแบบก้อนเส้าบนกะบะดิน
เรือนผู้ไท เป็นเรือนของนางเสน เครือสี ชาวผู้ไทจากบ้านกุดบอด ต.สงเปลือย อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ ลักษณะของเรือนเป็นเรือนใหญ่มีโข่งหรือเรือนน้อยแบบเปิดโล่ง ลักษณะเรือนได้รับอิทธิพลจากรูปแบบเรือนอีสานทั่วไป คือตัวเรือนมีขนาดใหญ่มี ๓ ห้อง ฝาเรือนใช้แผ่นไม้ตีฝาทางตั้งให้ต่อชนกันแผ่นต่อแผ่น และใช้แผ่นไม้ขนาดเล็กตีคาดยึดฝาตั้งไปตามแนวนอนและตีปิดรอยต่อแผ่น เฉพาะตรงส่วนล่างแนวขอบหน้าต่างซึ่งทั้งหลังมีอยู่บานเดียว เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึมเข้าไปข้างใน ในตัวเรือนไม่มีการจัดแสดงเนื่องจากใช้เป็นเรือนรับรอง มีเพียงชานเรือนจัดแสดงเตาไฟ และเครื่องมือเครื่องใช้ในครัวไว้
เรือนดนตรีอีสาน ปัจจุบันไม่มีการจัดแสดง ใช้เป็นเรือนรับรอง
เรือนเทคโนโลยีพื้นบ้าน ภายในเรือนจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน พร้อมแผ่นป้ายแสดงภาพลายเส้นและข้อมูล ปัจจุบันใช้พื้นที่เป็นเรือนรับรองจึงหลงเหลือเพียงนิทรรศการที่ผนังและโครงสร้างหลังคาของเรือน
ตูบเหย้า เป็นเรือนขนาดเล็ก เป็นการเปลี่ยนรูปแบบจากเหย้า หรือพัฒนาขั้นตอนจากตูบเหย้าแบบประเพณีเดิมของสังคมครอบครัวอีสานดั้งเดิมที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวเดี่ยว ปัจจุบันไม่มีการจัดแสดงเนื่องจากใช้เป็นเรือนรับรอง
ตูบต่อเล้า ปัจจุบันไม่มีการจัดแสดงนิทรรศการ
เล้าข้าว เป็นอาคารสำหรับเก็บข้าว บริเวณด้านข้างเล้าข้าวมีการจัดแสดงครกกระเดื่องสำหรับตำข้าว และมีภาพถ่ายพร้อมข้อมูลประกอบ ส่วนบนชานแสดงเครื่องสีข้าวแบบพื้นบ้าน และเครื่องมือเครื่องใช้ทั่วไป
เดิมเรือนเหล่านี้จัดแสดงนิทรรศการแบบเสมือนจริง ผู้เข้าชมจะรู้สึกเหมือนเข้าชมเรือนที่มีผู้อยู่อาศัยดั้งเดิม ต่อมาได้มีการขอเข้าใช้งานในแต่ละเรือน ทั้งการพักแรม และการจัดกิจกรรมอื่นๆ ทางสถาบันฯ จึงต้องปรับเปลี่ยนนิทรรศการภายในเรือนมาไว้ตามใต้ถุนเรือนบ้าง จัดบริเวณอาคารเล็กๆ บ้าง ส่วนเรือนที่เหลือใช้เป็นเรือนรับรอง ที่มีการประยุกต์รูปแบบและการใช้สอยให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน เช่น การมีห้องสุขาภายในตัวเรือน เป็นต้น
นอกจากพิพิธภัณฑ์บ้านอีสานแล้ว ในพื้นที่ของสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชยังมีสวนสมุนไพรและอาคารผลิตสมุนไพรแบบครบวงจร, หอพรรณไม้อีสาน และอุทยานลานไผ่ เพื่อศึกษาธรรมชาติของพันธุ์ไม้ในภาคอีสานอีกด้วย

วัตถุจัดแสดง

เครื่องปั้นดินเผา ,เครื่องมือการเกษตร, เครื่องมือประมง, เครื่องมือทอผ้า, เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน, เครื่องจักสาน,ภาพถ่าย, พันธุ์สัตว์/พืช และภาพสิ่งของจำลอง/ทำเทียม

การจัดเก็บ

มีการลงทะเบียนโดยกำลังดำเนินการอยู่ ถึงปัจจุบันมีวัตถุลงทะเบียนแล้วร้อยละ 50

แหล่งเรียนรู้อื่นๆในเขตพื้นที่ใกล้เคียง

พระธาตุนาดูน ,พิพิธภัณฑ์นครจัมปาศรี,กู่สันตรัตน์

ผู้ดูแลและหน่วยงานที่รับผิดชอบในปัจจุบัน

นายอดิศักดิ์ อาจหาญ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเขตพื้นที่ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

วันที่แก้ไขล่าสุด : 14 ธันวาคม 2558

กิจกรรม

ไม่มีข้อมูล

ข่าวสาร

ไม่มีข้อมูล