DRIES
ตามติดชีวิตและวิธีคิดของดีไซเนอร์ระดับโลก “ดรีส แวน โนเทน”

 

              ฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง The Piano เมื่อตัวแสดงในเรื่องโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ ทำเกิดระลอกคลื่นเป็นวงกระทบบนผิวน้ำ โมเมนต์เล็กๆ เพียง 2-3 นาทีที่หลายคนอาจมองข้ามผ่าน แต่ไม่ใช่กับดรีส แวน โนเทน ดีไซเนอร์ดังสัญชาติเบลเยียม ซึ่งได้หยิบโมเมนต์เล็กๆ นี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผืนผ้าที่มีเอฟเฟกต์การพิมพ์ลายลูกไม้และการทอเหมือนถูกดึงรั้งจากระลอกคลื่น

 

              ดรีสจบการศึกษาจาก Royal Academy of Fine Arts Antwerp ที่เดียวกับ Martin Margiela ก็จริง แต่ต่างกันตรงดรีสไม่ได้เลือกเป็นดีไซเนอร์สายอาวองต์การ์ด ดังอัตลักษณ์ของดีไซเนอร์คนอื่นๆ ซึ่งจบมาจาก Antwerp วิสัยทัศน์ในฐานะดีไซเนอร์ของเขาคือการออกแบบเสื้อผ้าที่ต้องมีความยั่งยืน ไม่ฉาบฉวยหรือความนิยมวูบไหวตามเทรนด์ช่วงสั้นๆ ทัศนคตินี้สะท้อนสู่สไตล์มินิมัลเฉพาะตัวในแบบของดรีส อันเป็นลายเซ็นให้ใครก็ยกย่องว่าเขาคนนี้คือ

 

“ราชาของแฟชั่นลายดอกผู้นำเสนอสไตล์แบบโมเดิร์นโรมานซ์” 

 “1 ใน 3 ดีไซเนอร์ดังระดับโลกที่รังสรรค์รันเวย์โชว์ออกมาได้เป็นที่จดจำมากที่สุด”

“นักออกแบบผู้มีอีโก้น้อยนิด แต่มีความคิดยิ่งใหญ่” 

 

 

 

              แต่ถ้าใครอยากรู้จักกับดรีสแบบลงลึกมากขึ้น ต้องลองดูสารคดีแฟชั่นเรื่อง DRIES (2017) ซึ่งจะพาผู้ชมเดินทางเข้าไปในโลกส่วนตัวของดีไซเนอร์ชาวเบลเยียมชั้นแนวหน้าของโลก DRIES VAN NOTEN ในโลกของทุนนิยมซึ่งบรรดาแบรนด์สุดหรูอยู่ภายใต้บริษัทแฟชั่นยักษ์ใหญ่ ดรีสกลับเลือกแนวทางไม่สังกัดบริษัทเครือใดๆ และสามารถยืนหยัดเป็นแบรนด์อิสระที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอีกแบรนด์ของโลก จุดนี้เองทำให้เขามีอิสระในการทำงานแบบที่แบรนด์อื่นๆ อาจมีมองบนกันบ้าง เช่นการที่เขาวางโครงสร้างการทำงานไว้ให้มีเวลาเต็มอิ่มกับการทำคอลเล็กชั่นเพียงปีละ 4 โชว์ที่ปารีสแฟชั่นวีก ได้แก่ Spring Summer กับ Fall Winter ของไลน์เสื้อผ้า Men กับ Women แบรนด์ Dries Van Noten (ขณะที่แบรนด์ในเครือบริษัทยักษ์ใหญ่แฟชั่นจะต้องหัวหมุนกับคอลเล็กชั่นต่อเนื่องทั้ง Resort collection / Pre-Spring / Pre-Fall / Haute Couture) อีกอย่างคือเขามีอิสระในการดีไซน์และการเลือกสรรแมทีเรียลในการทำเสื้อผ้าได้ตรงตามแรงบันดาลใจของเขาอย่างเต็มที่

 

              หากสนใจแฟชั่นเป็นทุนเดิม สารคดีเรื่องนี้จะพาคุณฟินสุดๆ! เพราะเส้นเรื่องของหนังตัดสลับกันระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์คอลเล็กชั่น ณ สตูดิโอริมน้ำสไตล์มินิมัล ที่ตั้งออฟฟิศของดรีสใน Antwerp สลับไปสู่เบื้องหลังการดูโลเกชั่นและออกแบบโชว์บนรันเวย์ เราจะได้บุกเข้าไปในคลังเก็บผ้าสุดหวงแหนของแบรนด์ดรีส ได้เห็นพาร์ทการทำงานที่ดรีสรักมาก อย่างการออกแบบลายพิมพ์และลายทอผ้าซิกเนเจอร์ในแต่ละโชว์ และยังได้ติดตามไปดูไลฟ์สไตล์อันสุนทรีย์ในวันพักผ่อนสบายๆ ของดรีสและแพทริก (คู่ชีวิต) ณ แมนชั่นกลางสวนสวยเนื้อที่ 55 เอเคอร์ แถบชานเมือง Antwerp ที่รายล้อมด้วยบรรยากาศร่มรื่น สวยงามราวกับภาพเขียนยุค Impressionist

 

 

              สิ่งที่ปรากฏในผลงานและส่วนเสี้ยวทั้งหมดที่เห็นในบทสัมภาษณ์ผ่านสื่อ รวมทั้งที่ถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้คือความเป็นดรีส ดีไซเนอร์ผู้มีความถ่อมตน แต่เปี่ยมมุมมองอันละเอียดอ่อนที่สุด ทั้งกระบวนการสร้างสรรค์งานและการเอนจอยกับชีวิตส่วนตัว เขาสามารถรับแรงบันดาลใจจากศิลปะการใช้ชีวิตในทุกที่ มันอาจเป็นกลิ่นหอม ดอกไม้ หนัง บทกวี ภาพถ่าย ละครเพลง ฯลฯ ก่อนที่จะนำมาคัดกรอง สร้างสรรค์เป็นคอลเล็กชั่น เป็นโชว์ เป็นลายผ้าสวยๆ ก่อเกิดเป็นภาพจำจากหนังสารคดีเรื่องนี้ ไล่เลียงตั้งแต่ซีนเปิดเรื่องที่พาย้อนไปชมรันเวย์ Spring Summer 15 เหล่านางแบบบนรันเวย์พากันทิ้งตัวลงบนพรมทอที่ออกแบบพิเศษให้เหมือนผืนมอสส์ปกคลุมป่า คลอด้วยเสียงนกตัวเล็กๆ ร้องเพลงเรายังได้เห็นความทุ่มเทในการรังสรรค์ผ้าเพื่อใช้ในคอลเล็กชั่น เมื่อครั้งที่ดรีสส่งทีมงานไปควบคุมงานปักผ้าในโรงงานเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย เพื่อให้ผืนผ้าเพอร์เฟกต์ตรงสเปก ยังมีฉากสวยๆ เผยโมเมนต์รื่นรมย์แบบฉบับดรีส กิจกรรมแรกๆ ที่เขามักจะทำในช่วงเช้าของทั้งวันทำงานหรือวันพักผ่อน ดรีสจะเดินเข้าไปในสวนพร้อมตะกร้าสานและกรรไกรตัดกิ่ง พลางสำรวจหาช่อดอกไม้ที่รูปฟอร์มสวยสมบูรณ์ แล้วตัดกิ่งดอกแมกโนเลียกับดอกไม้ตามฤดูกาลมาตกแต่งมุมทำงานและที่บ้าน 

 

 

 

              เมื่อรันเวย์ของดรีสติดท็อป 3 ของโชว์น่าจดจำห้ามพลาด หนังเรื่องนี้ก็ทำหน้าที่ Impact ผู้ชมได้แบบเดียวกับโชว์ของเขา ที่ต่อให้ผ่านไปอีกกี่ซีซั่น เราก็จะยังจำ Stage จำ Pattern การเดิน จำการออกแบบแสงเสียง หรือแม้กระทั่งวิธีการพรีเซนต์เสื้อผ้าเหมือน Art form ซึ่งมันยิ่งใหญ่ อิ่มเอม เทียบเท่ากับเมื่อครั้งเราดูโชว์ของ Alexander McQueen ในยุคที่ “แมคควีน” ยังไม่ลาจากโลกนี้ไปเลยก็ว่าได้

 

 

 

Stranger Things Fashion
ชวนส่องแฟชั่นจากซีรีส์ฮิต
Stranger Things 3  

            อีกความสำเร็จของซีรีส์ออริจินัลจาก Netflix ที่ทำให้การอดหลับอดนอนดู Stranger Things 3 (ภาคล่าสุด) แบบมาราธอนจบรวดเดียว 8 EP เป็น “มิชชั่นระดับโลก” ภาคนี้นอกจากคลี่ปมคาใจที่ทีมผู้กำกับสองพี่น้องตระกูลดัฟเฟอร์ทิ้งทุ่นไว้ในซีนจบซีซั่น 2 แล้ว ด้วยกระแสฟีเวอร์ที่ตัวละครแก๊งฮีโร่จิ๋วกู้โลก ไมค์ ดัสติน แม็กซ์ ลูคัส วิล และแอล ต่างมีฐานแฟนคลับตัวเองเหนียวแน่น ในภาค 3 เราเลยได้เห็นการดำเนินเรื่องแบบกระจายบทเด่นให้ไม่น้อยหน้ากันไป แกนของเรื่องเล่าผ่านวัยเปลี่ยนผ่านและพัฒนาการการเติบโตของตัวละคร เมื่อทุกคนเริ่มเข้าสู่วัย Puppy love ที่ตรงกับช่วงต้นยุค 80 ซึ่งระบอบทุนนิยมได้นำมาวัฒนธรรมป๊อปในรูปแบบของช็อปปิ้งมอลล์ยักษ์ใหญ่ “Star Court” และสปอร์ตคลับเข้าสู่เมืองเล็กๆ อย่างเมืองฮอว์คินส์  เช่นกันกับสองภาคก่อนที่กระแสความดังของซีรีส์ได้ทำให้แฟนๆ หยิบเอาสไตล์การแต่งตัวในเรื่องมาเป็นแนวทางมิกซ์แอนด์แมตช์ จนเป็นที่มาของ #StrangerThingsFashion ในซีซั่นนี้ฝ่ายคอสตูมก็ยิ่งทำการบ้านหนักในการเนรมิตเสื้อผ้าและทรงผมให้เหล่าตัวละครเด่นและตัวเอ็กซ์ตรา (แค่เดินผ่านกล้องก็ต้องเป๊ะ!)

       

 

            ในสไตล์ซัมเมอร์ยุค 80ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของการแมตช์สีสันตัดกันแบบคัลเลอร์บล็อก ลายพิมพ์กราฟิกสไตล์ Memphis ชุดแอโรบิกรัดรูป (Body con) แบบที่เราเห็นในวิดีโอออกกำลังกายยุค 80 ของ Jane Fonda (ซึ่งเป็นเรเฟอเรนซ์สุดไอคอนิกของวงการแฟชั่นจนถึงทุกวันนี้ ) และการใส่สายเอี๊ยม Suspender ทาบทับเสื้อเชิ้ตทรงโอเวอร์ไซส์ อีกข่าวดีของเหล่าแฟนๆ ซีรีส์เรื่องนี้คือ แบรนด์ H&M ก็เปิดขายคอลเล็กชั่นที่ได้แรงบันดาลใจจากคอสตูมเด่นใน Stranger Things ซีซั่น 3 โดยเฉพาะชุดที่หนุ่มฮอต DACRE MONTGOMERY ผู้รับบทบิลลี่ใส่แสดงในเรื่องนี้ #ไม่ช็อปก็แปลกแล้ว

 

 

 

Fashion for the future
เมื่อแฟชั่นได้สร้างอนาคตให้กับโลก

                  ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษ “วิเวียน เวสต์วูด” ยังคงแสดงจุดยืนด้านสิ่งแวดล้อมโดยใช้รันเวย์แฟชั่นของเธอเป็นเวทีป่าวประกาศเจตนารมณ์นี้ไปสู่ทั่วโลก ขณะที่คอนเวิร์สเพิ่งออกคอลเล็กชั่นรองเท้ารุ่น Chuck Tayler ที่ผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิลจากประเทศกำลังพัฒนา ส่วนร้านเล็กๆ ในไทย Scrap Shop ร้านสินค้าไลฟ์สไตล์เพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นโปรเจกต์ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับซื้อถุงน้ำยาล้างไตที่ไม่ใช้แล้วจากโรงพยาบาล นำมาล้างทำความสะอาดเพื่อเปลี่ยนขยะไปเป็นคอลเล็กชั่นกระเป๋าสุดเก๋ไม่ซ้ำใคร หลากหลายขนาด ที่มีให้เลือกตั้งแต่กระเป๋าใส่ของไปยิม กระเป๋าถือ กระเป๋าใส่ของกระจุกกระจิก ฯลฯ  ดูเพิ่มเติมได้ทาง www.facebook.com/scrapshopkaset, www.scrapshop-lovearth.com

 

 

 

เรื่อง – Sarisa

วันที่แก้ไขล่าสุด : 4 ตุลาคม 2562