เรื่องเก่าเล่าใหม่ยังไงก็ไม่เคยเหมือนเดิม และอาจสนุกหรือเฉียบกว่าเดิม เมื่อเวลาเปลี่ยนผ่าน เหมือนกับ 4 เรื่องเล่าว่าด้วยเทรนด์และแฟชั่นในต่างวัฒนธรรมต่างเชื้อชาติ ตั้งแต่เทรนด์กรีดตาจากลุ่มแม่น้ำไนล์ แดนมังกรกับการรัดเท้า คอร์เซ็ตในโลกตะวันตกที่เปลี่ยนชีวิตหญิงสาว ไปจนถึงความนิยมกิโมโนในแดนอาทิตย์อุทัย

 

 

 

1 ) อายไลเนอร์จากอียิปต์โบราณถึงแคทอายส์

               ถ้าคุณอยากรู้ความลับของอายไลเนอร์ เราขอชวนคุณย้อนกลับไปที่นิทรรศการ Beyond Beauty : Transforming the body in ancient Egypt ที่จัดขึ้นในช่วงต้นปี 2016 ที่ Two Temple Place ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นิทรรศการที่บอกเล่าชีวิตประจำวันของชาวอียิปต์โบราณผ่านข้าวของเครื่องใช้ที่นอกจากจะได้ชมเครื่องแต่งกาย ของใช้ และเครื่องประดับแล้ว นักโบราณคดีอียิปต์โยราณยังพบผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามที่สาวๆ จะต้องสนใจ ได้แก่ กระจกโลหะผสมทองแดง สิ่งที่ดูเหมือนวิกผม ภาชนะบรรจุน้ำหอม หวีขนาดเล็ก ไปจนถึงสิ่งที่เรียกว่า “โคห์ล (kohl)” ที่มาของ “อายไลเนอร์” บิวตี้ไอเทมที่โลกจดจำ 

 

 

 

 

 

 

ตาคมเฉี่ยวแบบอียิปต์ เซ็กซี่อย่างมีสาระ

               ชัดเจนในแง่ “ความงาม” เพราะไม่ว่าใครก็ดูเซ็กซี่ขึ้นได้ง่ายๆ เมื่อตัดเน้นขอบตาให้คมชัด ไม่ว่าในทั้งหญิงและชายชาวอียิปต์ พวกเขาต่างเขียนตาให้คมชัด เมื่ออ้างอีกจากหลักฐานทางโบราณคดี หลักฐานเหล่านี้ปรากฏขึ้นเมื่อผู้เชี่ยวชาญขุดพบหน้ากากและลวดลายหีบบรรจุศพในยุค 1920 (และทำให้บิวตี้เทรนด์เปลี่ยนไปนับแต่นั้นมา) คนยุคเราอาจมองการเขียนตาของชาวอียิปต์โบราณในแง่ศิลปะหรือความงาม แต่ความจริงแล้วยังมีเหตุผลในแง่ฟังก์ชันที่น่าสนใจมาก เพราะยังมีหลักฐานเชื่อมโยงได้ว่าการเขียนตาด้วย “โคห์ล (kohl)” ช่วยถนอมดวงตา โดยจะช่วยลดแสงจ้าจากแสงอาทิตย์ด้วยการทารอบตาให้เป็นสีดำ ประกอบกับความเชื่อว่าการเขียนตาจะป้องกันความชั่วร้ายตามความเชื่อสมัยนั้น ตรงกับคำอธิบายของผู้เชี่ยวชาญด้านสตรีของอียิปต์โบราณ ที่กล่าวว่า “ฉันไม่รู้จะเรียกการเขียนตาเป็นความงามได้หรือเปล่านะ เพราะมันมีจุดประสงค์มากกว่านั้น”

 

“โคห์ล” อายไลเนอร์สวยประหาร

               โคห์ลมีส่วนผสมของแร่หลายชนิด ร่วมถึงตะกั่ว! ที่เมื่อสะสมเป็นเวลานานจะทำลายสมองและทำให้แท้งได้เช่นกัน ที่สำคัญคือสมมติฐานนี้พิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องจริง จากการทดลอง ของนักวิทยาศาสตร์ และมีข้อมูลน่าสนใจที่พบด้วยว่าตะกั่วที่ใช้เป็นตะกั่วที่นำมาสังเคราะห์ใหม่ด้วยกรรมวิธีที่ละเอียดอ่อน ยุ่งยาก ที่ต้องใช้เวลานานนับสัปดาห์  โดยโคห์ลที่มีสารตะกั่วสังเคราะห์จะช่วยกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ที่เปลือกตาได้โดยตรง และแม้ตะกั่วจะถูกบอกต่อในแง่มุมที่มีประโยชน์ แต่ข้อมูลนี้ก็เป็นเรื่องหนักใจของกูรูบิวตี้ ถ้าจะต้องรีวิวสินค้าจากอียิปต์แบบไม่โกหกผู้บริโภค และสำหรับหลายคนที่กำลังเป็นห่วงชาวอียิปต์โบราณที่เขียนตาเข้ม ความจริงแล้วพวกเขามีอายุเฉลี่ยน้อยกว่าผู้คนในยุคปัจจุบัน (คนจำนวนไม่น้อยเสียชีวิตในช่วงอายุเฉลี่ย 30 ปี) ทำให้หมดกังวลเรื่องสารตะกั่ว แล้วหันไปกลัวกับปัญหาสายตาจากแดดจ้าแทน

 

 

 

จากอดีตสู่แคทอาย สไตล์กรีดตาแห่งยุค

               แม้อุตสาหกรรมภาพเคลื่อนไหวในฮอลลีวูดจะเกิดขึ้นก่อนหน้ายุคกรีดตาเข้ม ความจริงแล้วคุณรู้ไหมว่าสาวๆ ชาวอเมริกันก็เพิ่งเริ่มรู้จักและฮิตกรีดตากันจริงจังในช่วงไม่ถึง 100 ปีก่อน โดยเฉพาะในปี 1922 เมื่อนักโบราณคดีค้นพบหลุมฝังศพของกษัตริย์ตุตันคามุนแห่งอียิปต์โบราณ พร้อมหลักฐานที่เผยให้โลกเห็นเทรนด์การเขียนตา

 

และสำหรับช่วงยุค1920 นี่คืออีกช่วงเวลาลองผิดลองถูกว่าด้วยเรื่องความงามของหญิงสาว หลายคนแต่งหน้าตามโทนละครในยุคนั้นไปจดถึงเขียนตาเส้นหน้าและใหญ่ด้วยอายไลเนอร์สีดำที่ในเวลานั้นและแบรนด์อย่าง Maybelline Revlon และ Max Factor สร้างรายได้มากกว่าหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ด้วยอานิสงส์จาก “โคห์ล” นอกจากนี้สาวๆ หลายคนยังทดลองทำอายไลเนอร์ด้วยปิโตรเลียมเจลลี่และเขม่าไว้ใช้เอง

 

 

               อีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ช่วงยุค 1960 เทรนด์เขียนตายุคนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากละครยุค 1950 ก่อนปรับสไตล์ให้โดดเด้งยิ่งขึ้น กลายเป็นลุคของทวิกกี้ นางแบบแฟชั่นไอคอนประจำยุคระดับตำนาน โดยมีวิธีแต่งตาที่เป็นเอกลักษณ์คือเน้นกรีดตาด้านบนให้สวย ติดขนตาปลอม ปัดขนตาหนักๆ หรือไม่ก็วาดขนตาที่ขอบตาล่างเองซะเลย จนกลายเป็นวัฒนธรรมมาถึงยุค 2010 ยุคของเหล่า Youtuber และ Instagrammer อาจบอกได้ว่าในเวลานี้รูปแบบการกรีดตาที่เป็นเอกลักษณ์ของทศวรรษนี้จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกเสียจากแคทอาย (cat eye) ที่เน้นความคลาสสิก เส้นกราฟิกและความชัดคมที่สาวๆ ทุกคนทำได้ แค่มีอายไลเนอร์แบบลิควิด แบบแท่ง หรือเนื้อครีมดีๆ

 

ข้อมูลอ้างอิง

- Beyond Beauty Transforming the body in ancient Egypt 30th January 2016 - 24th April 2016

: http://twotempleplace.org/exhibitions/beyond-beauty

- Culture - How ancient Egypt shaped our idea of beauty - BBC : http://www.bbc.com/culture/story/20160204-how-ancient-egypt-shaped-our-idea-of-beauty

- Egyptian Eyeliner May Have Warded Off Disease : http://www.sciencemag.org/news/2010/01/egyptian-eyeliner-may-have-warded-disease

-Here’s What Eyeliner Looked Like 100 Years Ago http://www.byrdie.com/eyeliner-styles-history

- กรีดตา ตำนานความเชื่อโบราณ http://www.thaitopwedding.com

 

 

 

2) รัดให้เท้าเล็ก ความสวยบนความเจ็บๆ บนปลายเท้าผู้หญิงจีน

               ชาวจีนหรือแม้แต่คนไทยเชื้อสายจีนเข้มๆ รุ่นมิลเลนเนียลอาจได้ยินผู้ใหญ่เล่าเรื่องการรัดเท้าสตรีหญิงจีนยุคก่อนกันมาบ้าง หรืออย่างน้อยต้องได้เห็น ได้ฟังกันจากสารคดีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการกดขี่ทางเพศของชาวจีน เป็นที่รู้กันดีว่ารากฐานวัฒนธรรมในจีนนำมาซึ่งสังคมชายเป็นใหญ่ และเมื่อผนวกกับเรื่องเหนือจินตนาการทางเพศด้วยแล้ว จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรัดเท้าสตรีชาวจีน โดยชายชาวจีนในยุคนั้นมองว่าขนาดเท้าที่เล็กจะยิ่งช่วยกระตุ้นจินตนาการทางเพศ ที่ต่อมาได้สร้างประวัติศาสตร์ชนชาติจีนที่แม้แต่ชาวจีนเองไม่อยากจดจำ

 

ของแท้ต้องรูปเท้าบัวทองสามนิ้ว

               อะแมนดา ฟอร์แมน (Amanda Foreman) ที่เคยทำงานร่วมกับสถานีโทรทัศน์บีบีซีเพื่อทำสารคดีเกี่ยวกับผู้หญิง ยอมรับว่าเรื่องราวการรัดเท้าของชาวจีนหลอกหลอนเธอเอามากๆ และเธอได้บอกเล่าในเว็บไซต์ smithsonianmag.com ว่ารองเท้าคู่เล็กจิ๋วเท่าของเล่นคู่นั้นไม่น่าจะเป็นรองเท้าของมนุษย์ด้วยซ้ำ ซึ่งความจริงแล้วนี่คือหลักฐานจริงจากการค้นพบของนักโบราณคดี โดยมีข้อมูลยืนยันว่าเธอคือเลดี้ฮวง เชง (Lady Huang Sheng) ภรรยาของนักบวชผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเธอเสียชีวิตในปี 1243 พร้อมโครงกระดูกที่ผิดรูป ห่อด้วยผ้าก๊อซ แล้วจัดวางไว้ในลักษณะสวมรองเท้าที่ขนาดเท่ารองเท้าตุ๊กตา

 

 

               การรัดเท้า หรือ foot binding นี้สันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีจุดเริ่มต้นมาจากราชสำนักจีน เกิดขึ้นเมื่อนักเต้นนางในนาม “เหยาเนียง” (Yao Niang) รัดเท้าของตัวเองในลักษณะ "บัวทองสามนิ้ว" (ขนาดเพียงแค่ 3 นิ้ว!) แล้วเคลื่อนไหวร่ายรำบนเท้าทรงพระจันทร์เสี้ยว จนทำให้จักรพรรดิหลี่หยู (Li Yu) วาบหวามกับเท้าเล็กๆ และพึงพอใจอย่างยิ่ง สอดคล้องกับข้อมูลว่าด้วยการรัดเท้าในสังคมจีนของเว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรมที่ว่า “การเดินของหญิงเท้าเล็กยังดึงดูดความสนใจของชายได้ เพราะเดินนุ่มนวล ทรงตัวสวยงาม เซ็กซี่ เป็นการเดินที่ปลุกใจอารมณ์กว่าหญิงปกติ” ที่วิเคราะห์ได้ด้วยว่าเกี่ยวข้องกับ Fetish หรือความคลั่งไคล้ทางเพศเฉพาะจุดในเชิงจิตวิทยา หากเป็นจริง เหตุการณ์นี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของชนชาติในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 และ 11 หรือห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร ก่อนที่การรัดเท้าจะเป็นที่นิยมมากขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่ง และกลายเป็นหนึ่งในจารีตสำคัญของจีน

 

 

 

 

 

ความทรมานที่ชอบธรรม?

               ทำไมต้องทนเจ็บ หรือทำไมเลือกได้ สังคมชายเป็นใหญ่ยังคงเป็นคำตอบสุดท้ายของคำถามนี้ และสำหรับในยุคนั้นแล้ว เด็กสาวที่เติบโตโดยไม่รัดเท้าจะมีโอกาสแต่งงานเท่ากับศูนย์ นำไปสู่ความอับอายในสังคมจีน และในทางกลับกัน สำหรับหญิงสาวที่ต้องการเลื่อนสถานะ การรัดเท้ายังเป็นเรื่องดี ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ของความร่ำรวยที่คุณหนูต้องเท้าเล็ก เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสังคมชั้นสูง ไปจนถึงสัญลักษณ์แห่งความสงบสุข เพราะเมื่อหญิงสาวเท้าเล็กจะทำให้เคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้ยากขึ้น ทำให้การเดินทางไปหาชู้รักเป็นเรื่องที่ทำได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย บางรายก็ถึงขั้นเดินไม่ได้เมื่อพวกเธอมีอายุมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้หญิงจากครอบครัวแรงงานหรือเกษตรกรกลับไม่มีโอกาสรัดเท้าเพราะต้องช่วยงานครอบครัว แม้จะแอบโล่งใจที่ไม่ต้องเจ็บปวด แต่ก็ต้องกังวลกับการพลาดโอกาสแต่งงาน ในช่วงวัยที่กระดูกยังดัดได้ง่ายคือ 4-8 ขวบ ครอบครัวจึงตัดสินใจให้ลูกสาวรัดเท้าด้วยการพับนิ้วเท้าเข้ากับฝ่าเท้าแล้วพันผ้าไว้ เพื่อหยุดเท้าไว้ไม่ให้ขยายขนาด นอกจากจะเจ็บปวด หญิงสาวจะดูแลแผลอีก 2-4 ปีเป็นอย่างต่ำที่ดีไม่ดีหากอักเสบหนักก็อาจเสียชีวิตเอาง่ายๆ สังเวยเท้าดอกบัว ในเวลาเดียวกันก็น่าดีใจที่ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนที่เห็นด้วยกับการรัดเท้าจนถึงขั้นออกมาต่อต้าน ที่ต่อมามีกฎหมายออกมาสั่งห้ามการรัดเท้า ก่อนจะเสื่อมความนิยม และหายไปจากสังคมจีน

 

ทอมฟอร์ด x แซงต์ โลรองต์ และดอกบัว คอลเล็กชั่นบอกเล่าประวัติศาสตร์

               การรัดเท้าและดอกบัวทองคำอาจเป็นเรื่องล้าสมัยในปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเหลือไว้คือเรื่องราวประวัติศาสตร์ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับทอม ฟอร์ด ดีไซน์เนอร์ชื่อดังในการออกแบบรองเท้า Tom Ford for Yves Saint Laurent Lotus Shoes ในคอลเล็กชั่น F/W 2004 โดยหยิบแง่มุมศิลปะบนรองเท้าและเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงมาบอกเล่าผ่านงานดีไซน์

 

ข้อมูลอ้างอิง

- Why Footbinding Persisted in China for a Millennium

Despite the pain, millions of Chinese women stood firm in their devotion to the tradition

https://www.smithsonianmag.com/history/why-footbinding-persisted-china-millennium-180953971            

- Foot binding is back: Hong Kong club aims to strap up the masses 1 Apr, 2018

https://www.scmp.com/magazines/post-magazine/short-reads/article/2139600/foot-binding-back-hong-kong-club-aims-strap

- ประเพณีการรัดเท้า : ประเพณีแห่งความเจ็บปวด https://www.silpa-mag.com/history/article_19060

- ประวัติศาสตร์มักง่าย : “เท้า” กับ “เพศรส” มีความสัมพันธ์กันอย่างไร https://www.gqthailand.com/talk/article/lotus-feet-history

 

 

3) คอร์เซ็ต ความเซ็กซี่ทรงนาฬิกาทรายที่ฮิตกันไม่เสร็จ

               เพื่อความงามที่สมบูรณ์แบบ ชายชั้นสูงถวิลหา หายใจลำบากไม่เป็นไร ว่าแล้วก็ออกแรงรัดให้เห็นเอวคอดเป็นนาฬิกาทรายกันดีกว่า จากนั้นดึงให้แน่นที่สุดแล้วผูก ภาพผู้หญิงในวรรณกรรมและภาพยนตร์ย้อนยุควิกทอเรียน ทำให้เรารู้จักคอร์เซ็ต ชุดชั้นในที่มีความหมายทรงพลังทั่วยุโรป ก่อนจะรู้จักกับคอร์เซ็ตมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นใน Blonde Ambition World Tour ในปี 1990 ทัวร์คอนเสิร์ตของเจ้าแม่เพลงป๊อปอย่างมาดอนนา ด้วยการปรากฏตัวในชุดคอร์เซ็ตสีชมพูซาติน จนกลายเป็น “Iconic corset” ที่เปรียบได้กับประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ความน่าสนใจอยู่ที่เครื่องแต่งกายที่มีเรื่องเล่ายาวนานอย่างคอร์เซ็ตยังกลายเป็นแฟชั่นที่ฮิตกันจนถึงวันนี้ ผ่านภาพนางแบบที่สวมคอร์เซ็ตเดินสับขายาวๆ บนรันเวย์ ศิลปินนักแสดงที่สวมคอร์เซ็ตบนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ ไปจนถึงเหล่าคนดังในวงการบันเทิงใส่คอร์เซ็ตเดินเล่นในแบบสตรีทสไตล์ที่ช่วยให้พวกเธอโดดเด่นในไลฟ์สไตล์ประจำวัน

 

               หากถามว่า คอร์เซ็ตคืออะไร คอร์เซ็ตคือชุดชั้นในรัดรูปที่ทำให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของผู้หญิงชัดเจนขึ้น เกิดขึ้นในประเทศอิตาลี (ในขณะที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าต้องเป็นประเทศฝรั่งเศส) ก่อนเป็นที่รู้จักในโลกตะวันตกมากขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20 โดยในช่วงแรกเป็นที่นิยมในกลุ่มสตรีสูงศักดิ์ และกว่าจะเป็นโครงสร้างของคอร์เซ็ตที่ยอดเยี่ยม ปรับสรีระได้อย่างสมบูรณ์แบบ นักออกแบบคอร์เซ็ตจะต้องดีไซน์อย่างพิถีพิถัน ใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติแข็ง ตั้งแต่ไม้ กระดูกวาฬ ไปจนถึงโลหะ เพื่อสร้างให้เป็นซิลูเอท (silhouette) ที่งดงาม โดดเด่น จนได้รับความนิยมอย่างมากในศตวรรษที่ 18 และ 19 เพิ่มเสน่ห์และเอว “S” ให้กับหญิงสาวที่อยากสวย

 

คอร์เซ็ตทุกเมื่อเชื่อวัน

               พูดได้อย่างเต็มปากว่าทุกวันนี้คอร์เซ็ตยังวนเวียนอยู่ในโลกของแฟชั่น รวมถึงมีแฟนๆ ของคอร์เซ็ตอยู่ใหม่น้อย เพราะช่วยให้พวกเธอเซ็กซี่สุดๆ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ดีไซเนอร์ยังคงท้าทายกับการออกแบบคอร์เซ็ตในหลายบริบท ได้แก่ ในยุค 1970 ที่วิเวียน เวสต์วด (Vivien Westwood) เริ่มใช้คอร์เซ็ตเป็นส่วนหนึ่งของความงามฉบับพังค์

               ในแง่มุมด้านสนับสนุนพลังและขีดความสามารถของผู้หญิง ตามมาด้วยช่วงปี 1980 กับฌอง ปอล โกลติเยร์ (Jean-Paul Gaultier) ผู้ออกแบบชุดให้กับมาดอนนา จนเป็นที่มาของคอร์เซ็ตเขย่าโลก หรือ “Iconic Corset” ยังไม่นับรวมเหล่าดีไซเนอร์ที่ออกแบบเสื้อผ้าจากแรงบันดาลใจที่ได้จากคอร์เซ็ต ไม่ว่าอย่างสเตลลา แมคคาร์ทนีย์ (Stella McCartney) อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ (Yves Saint Laurent) ทอม ฟอร์ด (Tom Ford) นีโกลาส์ เฌสกีแยร์ (Nicolas Ghesquière) และอีกหลายดีไซเนอร์ดัง

 

 

 

ฌอง ปอล โกลติเยร์ (Jean-Paul Gaultier) ผู้ออกแบบชุดให้กับมาดอนนา

จนเป็นที่มาของคอร์เซ็ตเขย่าโลก หรือ “Iconic Corset”

 

 

 

เหล่าคนดังกับคอร์เซ็ต

               หากถามว่าคนดังปลาบปลื้มกับคอร์เซ็ตแค่ไหน นับจากมาดอนนาแล้ว หลายคนนึกถึงชุดคอร์เซ็ตสีดำปักเลื่อมที่เลดี้กาก้าสวมใส่และกลายเป็นชุดแจ้งเกิดนับจากนั้น ไหนจะพี่น้องคาร์ดาเชียนที่สวมคอร์เซ็ตเพิ่มส่วนเว้าส่วนโค้งที่มีอยู่แล้วให้สาวร่างเล็กอิจฉา และล่าสุดกับเจนนี่ ศิลปินวง BLACKPINK จากเกาหลีใต้ ที่มีคอร์เซ็ตเป็นชุดเก่งทั้งในโชว์และทั้งออกงานโดยเฉพาะคอร์เซ็ตที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมากจากคอลเล็กชั่น 2019 S/S Free Collection ของอเล็กซานเดอร์ แมคควีน (Alexander McQueen)

 

 

 

 

- Everything You Ever Wanted To Know About : The Corset https://www.vogue.co.uk/article/history-of-the-corset

- History of Corset and Corset Punishments http://victorian-era.org/history-of-corset-and-corset-punishments.html

- คอร์เซ็ต เรือนร่าง และสิทธิสตรีสมัยใหม่บนรันเวย์ Spring/Summer 2017

https://thestandard.co/culture-fashion-spring-summer-2017-corset-trend-and-woman-right

 

 

 

4) แฟชั่นกิโมโน เมดอินแดนอาทิตย์อุทัย

               กิโมโนถือเป็นชุดที่มีประวัติยาวนานและมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนชาติใดในโลกของประเทศญี่ปุ่น โดยในปัจจุบันนี้คุณสามารถพบเห็นผู้คนสวมกิโมโนได้ในพิธีแต่งงาน พิธีบรรลุนิติภาวะ สาวงามเกอิชาที่สวมเดินในย่านกิอง (ในเกียวโต) งานเทศกาลรื่นเริง ที่คุณและนักท่องเที่ยวไม่ว่ามาจากมุมไหนในโลกก็สามารถเช่าชุดมาสวมถ่ายรูปได้ และแม้วันนี้คนญี่ปุ่นจะหันมาสวมชุดสากลตามสมัย กิโมโนกับคนญี่ปุ่นก็ยังตัดกันไม่ขาด ไม่หนีหาย มากไปกว่านั้นกิโมโนยังกลายเป็นแรงบันดาลใจในโลกของคนแฟชั่นที่สนุกกับการแต่งตัว

 

               ว่ากันว่าแม้กิโมโนจะเป็นชุดแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม แต่ก็มีรากฐานมาจากประเทศจีนมาก่อน ซึ่งในช่วงแรกชุดกิโมโนที่เก่าแก่ที่สุดที่ถูกนำมาใช้สวมใส่ก็ถือเป็นชุดชั้นในประเภทหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นในยุคนาระ (Nara period) ปี 710-794 ก่อนที่กิโมโนจะเกิดขึ้น คนญี่ปุ่นก็สวมเสื้อผ้าสองชิ้น คือชิ้นบนและชิ้นล่างง่ายๆ อย่างกางเกงหรือกระโปรง เหมือนกับที่คนญี่ปุ่นและเราๆ สวมกันในปัจจุบัน  และหลังจากนั้นชาวญี่ปุ่นก็เริ่มสวมชุดกิโมโนจริงๆ ในสมัยเฮอัน (Heian period) ปี 794-1192 โดยเริ่มสวมใส่กิโมโนโดยไม่มีฮากามะ (กางเกงญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม) แล้วใช้โอบิรัดเป็นเข็มขัด เพิ่มความสวยงาม  สำหรับความนิยมกิโมโนโดยรวมน่าจะมาจากความเรียบง่าย ที่ม้วนพับ ปรับใช้ได้ให้พอดีกับทุกคนทุกการใช้งาน เช่น ใช้กิโมโนผ้าลินินในช่วงหน้าร้อนที่บางเบาช่วยระบายอากาศ ส่วนช่วงหน้าหนาวใช้กิโมโนที่เนื้อผ้าหนาสามารถสวมเสื้อคลุมทับ เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย

 

               ต่อมากิโมโนได้รับความนิยมมากในช่วงยุคคามาคูระ (Kamakura period) ปี 1192-1338 และยุคมูโรมาชิ (Muromachi period) ปี 1338-1537 ที่ทั้งหญิงและชายจะสวมกิโมโนสีสันสดใส โดยเฉพาะถ้าเป็นนักรบยิ่งต้องใช้ ต้องเลือกสีเจ็บๆ ประกาศกร้าวความเป็นผู้นำ ต่อมาในยุคเอโดะ (Edo period) ปี 1603-1868 ที่มีนักรบ ไดเมียวตระกูลโทกูงาวะเป็นโชกุน และมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ชุดกิโมโนก็เริ่มมีความหมายที่บอกชนชั้นและฐานะ ต่อมาในช่วงยุคเมจิ (Meiji period) ปี 1868-1912 ชาติตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลในญี่ปุ่นมากขึ้น ทำให้การแต่งกายแบบตะวันตกเข้ามาในญี่ปุ่นแบบรุกหนัก อย่างไรก็ตาม การสวมกิโมโนยังทำได้ในโอกาสต่างๆ โดยต้องประดับสัญลักษณ์ประจำตระกูล

 

 

เมื่อกิโมโนกลายเป็นไอคอนแฟชั่นระดับโลก

               ในเวลาเดียวกัน คุณทราบไหมว่าจนถึงวันนี้ชุดกิโมโนมีอิทธิพลต่อความคิดของนักออกแบบและดีไซเนอร์ระดับโลกมากแค่ไหน เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ถูกละเลย แต่ได้ถูกจัดแสดงขึ้นในนิทรรศการ Kimono Refashioned ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ - 5 พฤษภาคม 2019 ที่สหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นอิทธิพลเสื้อผ้าญี่ปุ่นต่อกระแสแฟชั่นโลก ว่าด้วยเรื่องราวตั้งแต่ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ที่นักออกแบบตัวจี๊ดจากญี่ปุ่นได้เข้าไปยึดกรุงปารีสและเปลี่ยนโลก ด้วยการทำให้เสื้อผ้ามินิมัลดูโดดเด่น ท่ามกลางเสื้อผ้าโอต์กูตูร์

               อย่างไรก็ตาม สำหรับชาวอาทิตย์อุทัย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่งานออกแบบด้านแฟชั่นได้สั่นสะเทือนวงการจนทำให้โลกต้องหันมาดู และทั้งหมดนี้ต้องยกเครดิตให้กับไอเดียเบื้องหลังอย่างกิโมโนที่เป็นแรงบันดาลใจทั้งในรูปแบบ เทคนิค แนวคิด และวัสดุ ให้กับนักออกแบบญี่ปุ่นมานานกว่า 150 ปี

 

Kimono Refashioned

 

               สำหรับหนึ่งในชุดที่เก่าแก่ที่สุดในนิทรรศการนี้คือ ชุดที่ตัดเย็บในลอนดอนในยุค 1870 โดยทำจากชุดกิโมโนที่ถูกแกะแพตเทิร์นออกมา อีกชุดน่าสนใจ ได้แก่ ชุดของปอล ปัวเรต์ (Paul Poiret) นักออกแบบชั้นนำของฝรั่งเศสในปี 1920 ที่นำชุดกิโมโนแบบหลวมๆ มาปรับให้เหมาะสำหรับผู้หญิงยุคโมเดิร์น ที่นับได้ว่าล้ำสมัยอย่างมาก รวมถึงงานดีไซน์ของทอม ฟอร์ด (Tom Ford) ที่ออกแบบให้กับกุชชี่ (Gucci) และผลงานของจอห์น กัลลิอาโน (John Galliano) ที่เป็นเครื่องยืนยันถึงเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของชุดกิโมโน

 

- How the Kimono has Influenced the World of Fashion https://www.nippon.com/en/japan-topics/g00646/how-the-kimono-has-influenced-the-world-of-fashion.html

- KIMONO REFASHIONED FEB 8 - MAY 5, 2019 http://www.asianart.org/exhibitions/kimono-refashioned

-กิโมโน - KIMONO 「着物」http://www.designer.co.th/1424

-แต่งตัว "สตรีทแฟชั่น" สไตล์ "ญี่ปุ่น" สะท้อนเรื่องเล่าสีสันฤดูใบไม้ผลิต https://www.thairath.co.th/lifestyle/woman/fashion/1557835

“We are Exotic” แฟชั่นเสื้อคลุมกิโมโนแบบแฟชั่นนิสต้าในลุค ”Traditional Inspired” https://www.hamburger-studio.com

วันที่แก้ไขล่าสุด : 15 ตุลาคม 2562