ภาคเหนือ

ดูทั้งหมด

บ้านเสานัก

 2016-06-22 16:35:28

บ้านร้อยเสา ในจำนวนบ้านไม้สักโบราณของเมืองลำปาง ดูเหมือน ‘บ้านเสานัก’ จะมีคนพูดถึงมากที่สุด นอกจากจะเป็นเรือนไม้สักโบราณศิลปะพม่าผสมล้านนา มีเสาเรือนถึง 116 ต้น ที่เป็นจุดเด่นแล้ว บ้านเสานัก แห่งนี้ยังเป็นสถานที่รวมเอาข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณมาไว้มากที่สุด ในส่วนของการจัดวางยังคงลักษณะเดิมที่เจ้าของบ้านล้านนาที่รมรื่น สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต รสนิยม แบบแผนประเพณีพื้นเมืองของชาวลำปางเป็นอย่างดี ทำให้บ้านเสานักกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปวัฒนธรรมของเมืองลำปางที่ดูคึกคัก และไม่เคยร้างไร้ผู้มาเยือน บ้านเสานัก สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2438 โดยคหบดีชื่อ ‘หม่องจันโอง’ ซึ่งเป็นต้นตระกูลจันทรวิโรจน์ ปัจจุบันบ้านเสานักตกทอดมาถึงสมัยของคุณหญิงวลัย ลีลานุช อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนลำปางกัลยาณี ซึ่งเป็นหลานตาของหม่องจันโอง ท่านได้ทำการปรับปรุงซ่อมแซมบ้านเสานัก เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับยุคสมัย แต่ยังคงอนุรักษ์บ้านให้อยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด ภายหลังจากที่คุณหญิงวลัยถึงแก่อนิจกรรม ในพ.ศ.2535 บ้านหลังนี้จึงไม่มีคนอาศัย และถูกจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ด้านศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดลำปาง เก็บรวบรวมเครื่องใช้โบราณ รูปภาพภายในบริเวณบ้านเสานักยังมีถุงข้าวเสาหลาย และต้นสารภีอายุ 130 ปี นอกจากจะได้สัมผัสบรรยากาศเก่าๆสมัยราชกาลที่ 5 ในบ้านเสานักแล้ว ยังมีบริการขันโตก พร้อมการแสดงพื้นเมือง ไม่ว่าจะเป็นฟ้อนเทียน,ฟ้อนเจิง,ฟ้อนน้อยไจยา,ฟ้อนเจ้าฟ้า,ฟ้อนสาวไหม,ฯลฯ รวมถึงการแสดงดนตรีพื้นเมือง เช่น วงสล้อซอซึง,สะล้อซึงชุดเล็ก,วงตกเส้งและวงปี่จุม เป็นต้น ส่วนที่พลาดไม่ได้ คือบริการถ่ายภาพสตูดิโอ ชุดล้านนาที่บ้านเสานักซึ่งสามารถเลือกถ่ายภาพได้ทุกมุมของบ้านในบรรยากาศของครอบครัว หรือถ่ายภาพคู่กับรถม้าโบราณของนครลำปาง

บ้านวงศ์บุรี

 2016-06-22 16:35:45

เฮือนขนมปังขิง เรือนขนมปังขิงคือเรือนมะนิลามีการฉลุลวดลาย เช่น ครีบ ช่องลม หน้าจั่ว ลูกกรง ไม้แบน เป็นลายฉลุต่างๆ ที่ดูวิจิตรพิสดารหรูหราแบบขนมปังขิงของยุโรป จึงเรียกว่า เรือนขนมผังขิง เป็นของแพร่มาจากยุโรป หรือทางตะวันตก เรือนขนมปังขิงเป็นที่นิยมกันทั่วไปเมื่อราวๆ สมัยราชกาลที่ 5,6 และ 7คนไทยเรียกเรือนมะนิลา บ้านวงศ์บุรี ก่อสร้างในสมัยของแม่เจ้าบัวถามหายศปัญญา ภรรยาคนแรกของเจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย และเป็นพี่สาวของพระยาบุรีรัตน์ ต่อมาตกทอดเป็นของผู้สืบเชื้อสาย ‘เจ้าพรหมสุนันตา วงศ์บุรี’ (หลวงพงษ์พิบูลย์) ภายในตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ตกทอดสืบต่อมาหลายชั่วอายุคน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือน เตียงนอน ตู้ โต๊ะ เครื่องแป้ง เครื่องเงินต่างๆ คนโทถ้วยชาม กำปั่นเหล็ก แหย่งช้าง อาวุธโบราณ พระพุทธรูปสมัยเชียงแสนและสุโขทัย รวมถึงเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น สัญญาบัตรที่ได้รับการโปรดเหล้าฯจากรัชกาลที่ 5 เอกสารซื้อขายทาสอายุกว่า 100ปี เอกสารการสัมปทานป่าไม้ ตั๋วรูปพรรณช้าง วัว เป็นต้น ด้วยคุณค่าแห่งศิลปะผสมผสานความงดงามลงตัว กอปรกับได้รับกาดูแลอย่างดีตลอดมา โดยทายาทบ้านวงศ์บุรี กระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2536 เรือนหลังนี้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

‘หอฝิ่น’ อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ

 2016-01-21 10:23:25

หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ เป็นศูนย์นิทรรศการแสดงประวัติความเป็นมาของฝิ่นเมื่อสมัยที่มีการใช้กันอย่างถูกกฎหมายและผลกระทบของการเสพติดฝิ่น อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัยและการศึกษาต่อเนื่องในหัวข้อฝิ่น สารสกัดจากฝิ่นในรูปแบบต่างๆ และยาเสพติดในชนิดอื่นๆ ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเกี่ยวกับชีวประวัติบุคคล ประวัติและวิวัฒนาการ วิทยาศาสตร์ การแพทย์ หอฝิ่นจัดแสดงลำดับเรื่องราวของฝิ่น โดยเริ่มจากธรรมชาติวิทยาของฝิ่น การสืบประวัติการใช้ฝิ่นในยุคโบราณกลับไป 5,000 ปี ประวัติการแพร่กระจายของฝิ่นจากการค้าสมัยจักรวรรดินิยมเหตุการณ์พลิกประวัติศาสตร์ที่สร้างความอดสูแก่ผู้ชนะและผู้แพ้สงครามฝิ่น อันนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์แมนจู ความชาญฉลาดของประเทศสยามในการเผชิญกับมหาอำนาจตะวันตกและการควบคุมปัญหาฝิ่น ยาเสพติดเริ่มใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันในรูปแบบของยามหัศจรรย์ หอฝิ่นได้นำเสนอสนธิสัญญาฝิ่น กฎหมายเกี่ยวกับฝิ่น องค์การที่แก้ไขปัญหานี้ ความขัดแย้งและการพัวพันอาชญากรรมผลกระทบที่เลวร้ายองยาเสพติดที่ทำให้ผู้เสพไม่สามารถต่อต้านได้มาตรการควบคุมและปราบปรามยาเสพติด และการศึกษาที่นำเสนอทางเลือก และโอกาสที่จะต่อสู้กับความเย้ายวนจากสารเสพติดหอฝิ่น การขายฝิ่น ชมภาพถ่ายภาพยนตร์และวีดิทัศน์เรื่องราวเกี่ยวกับฝิ่นและยาเสพติดจากหลายประเทศทั่วโลก

ศูนย์ผลิตตุ๊กตาเชียงใหม่

 2015-12-08 12:30:10

ศูนย์ผลิตตุ๊กตาเชียงใหม่(Chiangmai Doll Making Center) จัดแสดงนิทรรศการถาวร อาทิ วิถีชีวิตชาวขาเผ่าต่าง กลุ่มชนเผ่าชาวเขาเผ่าต่างๆ วัฒนธรรมและประเพณีการละเล่นของเด็กในสมัยก่อน เช่น ขี่ม้าก้านกล้วย เครื่องใช้พื้นบ้าน ผลงานศิลปะ ชุดนางรำ ชุดโขน นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงสิ่งของและวัตถุสะสม เช่น เครื่องมือการเกษตร,เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน,เครื่องแต่งกายและผ้าทอ,เครื่องจักสาน,ของสะสม และตุ๊กตาทั้งชนิดผ้า เซรามิก และพอสเลน และชิ้นพิเศษสุด คือ ชุดโขน ‘รามเกียรติ์’

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ดูทั้งหมด

โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น

 2016-03-10 21:59:48

โฮงมูนมังเมือง หุ่นขี้ผึ้งพระสงฆ์บนอาสน์ใต้พญานาคไม้ตัวเขื่องที่ใช้เป็นรางสำหรับสรงน้ำพระในพิธีฮดทรงต้นแบบรางสรงน้ำใช้ในประเพณีสงกรานต์ของชาวขอนแก่น โมเดลจำลองพิธีทำขวัญข้าวหรือ แรกนาขวัญเป็นแนวคิดแปลงทดลองปลูกพืชของคนยุคนี้ หรือพิธีผูกเสี่ยว อุบายในการสานรักสามัคคีของชาวอีสาน เป็นหนึ่งในหลากประเพณีและพิธีกรรมที่ล้วนสะท้อนรากเหง้าความคิดที่เป็นกศโลบายที่ควรค่าแก่การสืบสานตำนานในอดีตที่เล่า ผ่านข้าวของเครื่องใช้ วิถีชีวิตประเพณี และวัฒนธรรมอันสะท้อนภูมิปัญญาพื้นถิ่นของคนเมืองขอนแก่นใน ‘โฮงมูนมัง’ คำว่า ‘โฮงมูนมัง’ เป็นภาษาอีสานแยกออกเป็น 2 คำ คือ ‘โฮง’ หมายถึง ห้องโถงหรือหอที่มีขนาดกว้างใหญ่และ ‘มูนมัง’ หมายถึง ทรัพย์สมบัติ, มรดก ‘โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น’ จึงมีความหมายว่า ห้องที่เก็บรวยรวมทรัพย์สมบัติ ในที่นี้หมายถึงหอเก็บสมบัติ ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวที่มาของเมืองขอนแก่น สิ่งส่องสะท้อนให้ผู้คนได้สัมผัสถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวขอนแก่นนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขอนแก่นเป็นเมืองที่มีมรดกทางวัฒนธรรม และความเจริญรุ่งเรืองมาตังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยยังคงปรากฏหลักฐาน เช่น ชุมชนโบราณที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองไทย คือเมืองโบราณดง เมืองแอม, การขุดพบซากสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์อายุนับล้านปี นอกจากนี้ ขอนแก่นยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งภาคอีสานที่เป็นศูนย์กกลางของความเจริญในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองการปกครอง ส่วนราชการ การพาณิชย์ การขนส่งและบริการ รวมถึงมีความพร้อมทางด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและโบราณสถานอีกมากมาย โดยที่สำคัญชาวขอนแก่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่ยึดปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน รู้หรือไม่ เมืองขอนแก่น เป็นเมืองที่ประวัติความเป็นมายาวนาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏว่า สมัย พ.ศ. 2340 มีกลุ่มคนประมาณ 330 คนนำโดยท้าวเพียเมืองแพน อพยพมาจากบ้านชีโล้นแขวงเมืองสุวรรณภูมิ (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด) มาเลือกชัยภูมิบ้านบึงบอน (บ้านเมืองเก่า อำเภอเมืองของแก่น) เป็นที่ตั้งชุมชนใหญ่ โดยขออนุญาตและขอยกเป็นเมืองขอนแก่นจากพระยานครราชสีมา ซึ่งมีใบบอกไปยังกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระบรมราชโองการยกฐานะบ้านบึงบอนเป็นเมืองขอนแก่นเมื่อ พ.ศ. 2340 ตั้งท้าวศักดิ์ ซึ่งเป็นท้าวเพีย เมืองแพนเป็นเจ้าเมืองคนแรก ห้ามว่า ‘พระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดี’ ชื่อ ขอนแก่นอาจจะมาจากคำว่า ‘ขามแก่น’ ซึ่งมีพระธาตุขามแก่นอยู่ในอำเภอน้ำพองจังหวัดขอนแก่น ห่างจากที่ตั้งเมืองขอนแก่นไปทางทิศตะวันออกเฉียง ประมาณ 26 กิโลเมตร ท้าวเพียเมืองแพน จึงได้นำชื่อ ‘ขามแก่น’ นั้นมาเป็นมงคลนามตั้งชื่อเมืองว่า ‘ขอนแก่น’

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย

 2015-12-11 11:34:13

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ กรมศิลปากรได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลฝรั่งเศส ผ่านองค์การสนธิสัญญาป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ส.ป.อ.) บูรณะปราสาทพิมายจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๑๑ จึงเก็บรวมรวมโบราณวัตถุจากการขุดแต่งบูรณะปราสาทพิมาย การขุดแต่งบูรณะโบราณสถาน และการขุดค้นทางโบราณคดี ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษมาจัดแสดง พร้อมทั้งจัดทำป้ายคำบรรยายโบราณวัตถุ ณ หน่วยศิลปากรที่ ๖ ในลักษณะของพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง โดยตั้งชื่อว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สาขาประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ กรมศิลปากรได้แบ่งส่วนราชการภายในใหม่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๙ นครราชสีมา กรมสิลปากร ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ กรมศิลปากรได้พัฒนาปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการพิพิธภัณฑสถานวิทยา โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากโครงการน้ำพระทัยจากในหลวงหรือโครงการอีสานเขียว ก่อสร้างอาคาร ๓ หลังเชื่อมต่อกัน พร้อมทั้งจัดแสดงโบราณวัตถุและปรับปรุงภูมิทัศน์ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๖ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิมาย แห่งนี้นับว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงถูกต้องตามหลักวิชาการและได้มาตรฐานสากลแห่งหนึ่งในประเทศไทย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์

 2015-12-13 18:09:46

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ถือกำเนิดจากการรวบรวมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสโส) อดีตพระเถระสำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือขณะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดสุทธิจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยพระองค์ได้สะสมโบราณศิลปวัตถุจากจังหวัดต่างๆ ต่อมา ท่านได้มอบสิ่งของให้กับกรมศิลปากร เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนผู้สนใจชม ในพ.ศ.2497 กรมศิลปากรได้สร้างอาคารชั้นเดียวทรงไทยประยุกต์ขึ้น หลัง ภายในพื้นที่ของวัดสุทธจินดา จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้นซึ่งนอกจากจะจัดแสดงของ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์รวบรวมไว้แต่เดิมแล้ว ยังจัดแสดงศิลปโบราณวัตถุที่ได้จากแหล่งโบราณคดี โบราณสถานในจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งสิ่งของที่ประชาชนบริจาคให้เพิ่มเติมในภายหลังด้วย และตั้งชื่อพิพิธภัณฑสถานฯ ที่สร้างขึ้น เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ริเริ่มก่อตั้งว่า ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมหาวีรวงศ์’

พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน

 2015-12-14 21:19:55

แหล่งรวบรวมข้อมูลและจัดแสดงสภาพชีวิต ความเป็นอยู่สภาพสังคมและวัฒนธรรมของชาวอีสาน ตามแนวคิดการศึกษาที่สมบูรณ์จะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลกันระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยแบ่งออกเป็นบริเวณต่างๆ ได้แก่ หมู่บ้านอีสาน โรงเกวียน เถียงนา กองฟาง โรงแสดงกลางแจ้ง และบริเวณที่พักภายในบริเวณหมู่บ้านอีสาน จัดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบของเรือนอีสานกับวิถีชีวิตระบบ ครอบครัว เครือญาติ เศรษฐกิจ ความเชื่อทางศาสนา ฯลฯ ภายในเรือนอีสานแต่ละหลังได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวอีสาน รวมทั้งข้อมูลที่แสดงความสัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ และความเชื่อในการใช้พันธุ์ไม้ของชาวอีสาน พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน ก่อตั้งขึ้นจากโครงการน้ำพระทัยจากในหลวงหรือโครงการอีสานเขียว เทื่อพ.ศ. 2531 บนเนื้อที่ 150 ไร่ หนึ่งในโครงการของสถาบันวิจัยรุกขเวชมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพื่อศึกษาปฏิบัติการด้านสังคมศาสตร์ เกี่ยวกับวิถีชีวิต สังคม-วัฒนธรรมอีสานในรูปแบบวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กันกับการศึกษาปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์เรื่องพืชสมุนไพรปละพันธุ์ไม่ไผ่ในเอเชีย โดยจำลองวิถีต่าง ของชาวอีสาน ตั้งแต่เรือนเย้า เรือนผู้ไท และเรือนอีสาน ภายในบ้านจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ประจำวันของคนอีสาน นำเสนอสภาพชีวิตของสังคมและวัฒนธรรมอีสานที่ดำรงอยู่ด้วยข้าวและน้ำด้วยเหตุผลอีสานเป็นสังคม เกษตรกรรมทำนา ที่จำเป็นต้องอาศัยน้ำเป็นหลัก และยังเชื่อมโยงไปสัมพันธ์กับวิถีการดำรงชีวิตที่ผู้คนจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องปลาพืชพันธุ์ไม้ ป่า และรวมทั้งเกลือด้วย

ภาคกลาง

ดูทั้งหมด

พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย

 2016-01-21 10:20:45

หอภาพยนตร์แห่งชาติ ได้เลือกอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงกรุงศรีของพี่น้องตระกูล ‘วสุวัต’ ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมภาพยนตร์สำคัญของประเทศ เป็นต้นแบบในการสร้าง อาคารพิพิธภัณฑ์ นอกจากเป็นอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงมาตรฐานแห่งแรกของประเทศแล้ว ยังเป็นอาคารที่มีความงดงามสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมการออกแบบโดย โปรเฟสเซอร์ อี มันเฟรดี สถาปนิกชาวอิตาลี ซึ่งเข้ารับราชการอยู่ในกรมศิลปกร ก่อสร้างสำเร็จและเปิดใช้เมื่อพ.ศ.2478 อยู่กลางทุ่งบางกะปิ ริมถนนกรุงเทพ-สมุทรปราการ ซึ่งต่อมาคือบริเวณปากซอยอโศก ถนนสุขุมวิท พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย จัดแสดงนิทรรศการชีวประวัติบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ของประเทศไทย เช่น พระเจ้าบรมวงศ์หรือรัตน์ เปสตันยี ประวัติและวิวัฒนาการ หนึ่งศตวรรษภาพยนตร์ในประเทศไทย การละเล่น หนังตะลุง หนังใหญ่ ถ้ำมอง การกำเนิด ภาพยนตร์ในประเทศไทย เรื่อยมาจนถึงมุมมองของภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน ผลงานศิลปะ จัดแสดงภาพ โปสเตอร์ ใบปิดหนังและแผ่นเสียงภาพยนตร์ในยุคเก่า เทคโนโลยีและจักรกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ วิวัฒนาการของเครื่องมือต่างๆ จัดแสดงนิทรรศการภาพยนตร์ไทยในรอบร้อยปี โดยจัดแสดงด้วยข้อความ ภาพถ่าย ภาพเขียน หุ่นจำลอง เสียง วัตถุสิ่งของ วีดีทัศน์ โดยจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับมหรสพของไทยที่มีมาก่อน- ภาพยนตร์ ควบคู่ ไปกับการละเล่นของชาวตะวันตก เช่น ตะเกียงวิเศษ ก่อนจะพัฒนามาเป็นถ้ำมอง เรื่อยมาจนถึงเรื่องคนไทยที่ได้ชมภาพยนตร์ครั้งแรกคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกรุงเบริ์น เมื่อ พ.ศ.2440, การฉายภาพยนตร์ครั้งแรกในสยามเมื่อ 10 มิถุนายน พ.ศ.2440, คนไทยถ่ายภาพยนตร์ครั้งแรก คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทองแถม ถวัลย์วงศ์ พ.ศ.2433, การจัดตั้งโรงภาพยนตร์ถาวรแห่งแรกคือโรงหนังญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.2448 เป็นต้น หอเกียรติยศ จัดตกแต่งเป็นฉากการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยที่สำคัญ เช่น เรื่องโรงแรมนรก,แม่นาคพระโขนง,กล่อง,ตลก 69,หุ่นมิตร ชัยบัญชา ในฉากสุดท้ายของชีวิต เป็นต้น รวมถึงส่วนของนิทรรศการที่นำเสนอเรื่องราวขั้นตอนต่างๆในการผลิตภาพยนตร์ที่น่าสนใจ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

 2016-01-21 10:22:48

สิงห์สำริด เป็นศิลปะทันสมัยทวารวดี สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 (ราว 1,200 – 1,300 ปีมาแล้ว) มาจากคติความเชื่อที่ว่าสิงโตเป็นสัตว์สำคัญ ที่ปรากฏในงานศิลปะมาตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลทางศิลปะจากประเทศอินเดีย เนื่องจากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาปรากฏสัตว์ดังกล่าวอยู่ในธรรมชาติ สิงโตสำริดชิ้นนี้เป็นของหายาก นอกจากจะมีขนาดเล็กและหล่อด้วยโลหะสำริดแล้ว ฝีมือในการปั้นยังแสดงถึงอารมณ์ และลักษณะที่เป็นธรรมชาติ ถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา

 2015-12-08 11:09:49

ในปีพ.ศ.2499 – 2500 กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะโบราณสถานต่างๆในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ทำให้พบโบราณวัตถุศิลปวัตถุจำนวนมาก เช่น เครื่องทองคำ พระพุทรูป พระพิมพ์ กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขึ้น เพื่อรวบรวมสงวนรักษาโบราณศิลปวัตถุอันล้ำค่าดังกล่าว โดยใช้เงินที่ประชาชนบริจาคและของรับพระพิมพ์ที่ขุดพบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะเป็นการสมนาคุณจึงให้ชื่อพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินี้ว่า “ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา” เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเกียรติและพระบรมราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ซึ่งทรงสถาปนาวัดราชบูรณะเมื่อพ.ศ. 1967 และเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการ ต่อมากรมศิลปากรได้ปรับปรุงกิจการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา โดยสร้างอาคารเพิ่มขึ้นอีก 1 หลัง เป็นอาคาร 2 ชั้น และนายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2513

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย

 2015-12-08 11:40:40

พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยเกิดจากแรงดลใจของผู้สร้างสรรค์กลุ่มหนึ่ง นำโดยอาจารย์ดวงแก้ว พิทยากรศิลป์ ซึ่งต้องการส่งเสริม เผยแพร่ และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีไทย อันจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าของเยาวชนในการสร้างสรรค์หุ่นขี้ผึ้งไทยตามแบบของมาดามทูโซ แต่การดำเนินงานสร้างหุ่นขี้ผึ้งต้องประสบปัญหามากมาย เช่น สภาวะอากาศของประเทศไทยไม่เหมาะสมกับการสร้างหุ่นขี้ผึ้ง เนื่องจากมีอุณหภูมิร้อน ความชื้นสูง รวมทั้งมีฝุ่นละอองมาก จึงได้รับการพยายามคิดค้นหาวัสดุอื่นที่จะนำมาใช้แทนขี้ผึ้ง กระทั้งค้นพบว่า ‘ไฟเบอร์กลาส’ มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะมีความคงทนถาวรมาก รวมทั้งให้ความรู้สึกนุ่มนวลสวยงามมากกว่าขี้ผึ้ง หุ่นขึ้ผึ้งไฟเบอร์กลาสรูปแรก คือหุ่นขึ้ผึ้งรูปพระราชสังวราภิมณฑ์(หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวณฺโณ) วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ และมีหุ่นขี้ผึ้งบุคคลสำคัญต่างๆ อีกมากมาย

ภาคตะวันออก

ดูทั้งหมด

พิพิธภัณฑ์ริบลีส์ เชื่อหรือไม่! พัทยา

 2016-01-21 12:48:59

พิพิธภัณฑ์รวบรมเรื่องแปลกพิสดาร เหลือเชื่อ จากทั่วทุกมุมโลก ก่อขึ้นตั้งโดย ‘มิสเตอร์ โรเบิร์ท ริบลีส์’ เจ้าของฉายา ‘เชื่อหรือไม่กับริบลีส์’ ที่ถ่ายทอดเรื่องราว แปลกพิสดาร ออกมาเป็นการ์ตูนจนแพร่หลาย และได้รับความนิยมจากคนนับล้านทั่วโลก เรื่องราวของโรเบิร์ท ริบลีส์ นั้นเป็นชีวิตที่โลดโผนอย่างเหลือเชื่อกว่า 40 ปี เขาใช้ชีวิตเดินทางไปทั่วโลก ไม่ว่าจะไปที่ใด เขาเฝ้าค้นหาสิ่งแปลกๆ มหัศจรรย์ ไม่ธรรมดา เพื่อถ่ายทอดออกมาเป็นบทความ และการ์ตูนยอดนิยมที่ปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์กว่า 300 ฉบับทั่วโลก และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ กว่า 17 ภาษา แต่สิ่งมหัศจรรย์กว่านั้น คือ ริบลีส์ต้องค้นหาเรื่องเชื่อหรือไม่อย่างน้อย 1 เรื่องต่อวัน เป็นเวลากว่า 30 ปี หลายๆ ครั้งมีคนถามริบลีส์ว่าเขาค้นพบสิ่งของและเรื่องราวแปลกประหลาดที่ดูจะมีมากมายไม่มีวันหมดได้อย่างไร และที่ไหนบ้าง เขาตอบเพียงง่ายๆ ว่า ‘พบได้ทุกแห่ง และทุกเวลา’ ริบลีส์เสียชีวิตในขณะที่เขาอายุได้เพียง 55 ปี แต่นั้นไม่ได้ทำให้ภารกิจของเขาจบลง ปัจจุบันองค์กรที่เขาจัดตั้งขึ้นเมือครั้งยังมีชีวิตอยู่ยังคงสานต่อภารกิจรวบรวมเรื่องแปลกมหัศจรรย์ต่างๆ รวมถึงทำหน้าที่รวบรวมของสะสม ของแปลกประหลาดของเขา และจัดแสดงขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ ‘เชื่อหรือไม่’ แห่งแรกที่เซนต์ออกุสทิน รัฐฟลอริดา ซึ่ง ‘โรเบิร์ท ริบลีส์’ เองก็กลายเป็นหนึ่งสิ่งมหัศจรรย์ในพิพิธภัณฑ์นี้ไปโดยบริยาย ทุกวันนี้พิพิธภัณฑ์ ริบลีส์ เชื่อหรือไม่! มีทั้งหมด 30 สาขาทั่วโลกสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับในประเทศไทย พิพิธภัณฑ์ ริบลีส์ เชื่อหรือไม่! ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ.2538 ตั้งอยู่ชั้น 3 ของศูนย์การค้ารอยัลการ์เด้นพลาซ่า (เลียบชายหาดพัทยาใต้) เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี

สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลมหาวิทยาลัยบูรพา

 2015-12-11 12:37:52

สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ได้รับการพัฒนามาจาก “พิพิธภัณฑ์สัตว์และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม” ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2512 โดยคณะอาจารย์ภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน (วิทยาลัยวิชาการศึกษา บางแสนเดิม) เพียง 2 – 3 คน และคณะนิสิตอีกจำนวนหนึ่ง โดย ดร.บุญถิ่น อัตถากร อดีตอธิบดีกรมการฝึกหัดครู และอดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้สนับสนุนการดำเนินการโครงการดังกล่าว พิพิธภัณฑ์สัตว์และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม เปิดให้ประชาชนเข้าชมอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2513 และในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2519 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บางแสน ได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ทรงประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์สัตว์และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม พิพิธภัณฑ์สัตว์ และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ จนไม่สามารถขยายออกไปได้อีก ทั้งนี้เนื่องจากตัวอาคารมีขนาดจำกัด และไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับการนี้โดยตรงเพื่อเป็นการขยายกิจการของพิพิธภัณฑ์สัตว์ และสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าเดิมทางมหาวิทยาลัยโดยการนำของ ดร.ทวี หอมชง และคณะได้จัดทำโครงการขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2523 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า ในการจัดตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเลเป็นมูลค่า 230 ล้านบาท โดยเริ่มก่อสร้างในวันที่ 1 ธันวาคม 2524 ณ บริเวณด้านหน้าของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิทยาเขตบางแสน ในเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเสด็จมาทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2525 การก่อสร้างแล้วเสร็จ และมีพิธีมอบให้แก่มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2526 สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลมีหน่วยงานภายในทั้งหมด 7 ฝ่าย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องการงานบริหาร 1 ฝ่าย งานด้านวิจัย 2 ฝ่าย และงานด้านบริการวิชาการสู่สังคม 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายสถานเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม ฝ่ายพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทางทะเล และฝ่ายบริการวิชาการ จากนั้นศูนย์วิทยาศาสตร์ทางทะเล ได้จัดทำโครงการเพื่อยกฐานะเป็นสถาบัน และได้รับอนุมัติให้เป็นสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2528

เมืองจำลอง พัทยา

 2015-12-15 17:06:13

ศูนย์ศึกษาเมืองจำลองมีการริเริ่มโครงการตั้งแต่ปีพ.ศ. 2528 เริ่มงานก่อสร้างในพ.ศ. 2539 โดยสร้างอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยชิ้นแรก มีพื้นที่ประมาณ 30 ไร่ ภายใต้ความคิดของคุณเกษม เกษมเกียรติกุล ซึ่งมีความสนใจในงานด้านศิลปกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม จึงได้จำลองสถานที่และสถาปัตยกรรมที่สำคัญๆทั้งในต่างประเทศ และในประเทศไทยในมาตราส่วน 1 : 25 และ 1 : 5 ในบางโมเดล เพื่อแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชมในที่เดียวกัน โดยยังคงรักษารายละเอียดไว้ได้เหมือนสถานที่จริง เปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวตั้งแต่พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพาณิชย์นาวี จันทบุรี

 2015-12-15 20:08:49

เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณคดีใต้น้ำแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยที่เก็บรักษาโบราณวัตถุใต้ท้องทะเลไว้นับหมื่นชิ้น ส่วนใหญ่เป็นโบราณวัตถุจากแหล่งเรือจมในอ่าวไทย รวมถึงโบราณวัตถุที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีในเขตจังหวัดจันทบุรี กว่า 33 ปีเต็ม หลังการจับกุมชาวต่างชาติที่เข้ามาทำการลักลอบงมโบราณวัตถุใต้ทะเลบริเวณอ่าวไทยนับเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้มีการศึกษาค้นคว้าวิจัย และดำเนินงานสำรวจขุดค้นแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ มรดกทางวัฒนธรรมของชาติอีกมุมหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ท้องทะเล หลักฐานสำคัญที่จะช่วยในการค้นหาความเป็นมาและบอกเล่าถึงเรื่องราวทางเศรษฐกิจ การพาณิชย์นาวีในอดีต การจัดแสดงแบ่งออกเป็น 6 ห้องได้แก่ ห้องจัดแสดงสินค้าและวิถีชีวิตชาวเรือ ซึ่งจะจัดแสดงการพาณิชย์นาวีในสมัยโบราณ เส้นทางการเดินเรือ เมืองท่าโบราณจัดแสดงของมีค่าที่ถูกค้นพบจากแหล่งเรือจมบริเวณอ่าวไทย อาทิ กำไลทองคำประดับอัญมณี จี้ทองคำฝังทับทิม ต่อมาจะเป็นห้องแนะนำปฏิบัติการโบราณคดีใต้น้ำ จัดแสดงเรื่องราว เทคนิคการทำงาน ของโบราณคดีใต้น้ำ โดยจำลองสภาพจริงของแหล่งโบราณคดีใต้น้ำ วิธีการทำงาน ตลอดจนเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการปฏิบัติงานจริงนอกจากนี้ ยังมีห้องคลังเก็บโบราณวัตถุ,ห้องแสดงเรือและชีวิตชาวเรือ,ห้องของดีเมืองจันท์ และห้องบุคคลสำคัญ ซึ่งจัดแสดงพระราชประวัติของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่เกี่ยวข้องกับการทำสงคราม คราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2,เส้นทางเดินทัพเมื่อคราวมารวมพลที่จันทบุรีเพื่อเชิดชูพระมหาวีรกรรมของพระองค์

ภาคตะวันตก

ดูทั้งหมด

จิปาถะภัณฑสถานบ้านคูบัว

 2015-12-08 11:14:34

จิปาถะภัณฑสถาน เป็นอาคารสองชั้นภายในมีห้องจัดแสดง 5 ห้องหลัก ทางเข้าอยู่บริเวณชั้นบนของอาคาร เมื่อเดินเข้ามาจีบันไดเดินลงทางขวามือ เพื่อเริ่มชมห้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยทวารวดีจัดแสดงวัตถุผสมผสานไปกับการจำลองบรรยากาศของโบราณสถาน จากนั้นเดินต่อเข้าไปที่ห้องวิถีชีวิตชาวนาไท-ยวน จำลองบรรยากาศให้เสมือนอยู่ภายในเรือนของชาวไท-ยวน จัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องการเกิดของเด็ก แม่ต้องอยู่ไฟ การทำครัว และลักษณะครอบครัวชนบท จำลองการถนาการกว่านและกระบวน การผลิตก่อนที่จะมาเป็นข้าว และการบูชาพระแม่โพสพ บนชั้นสองจัดแสดงในส่วนของชาวไท-ยวน ตั้งแต่เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมความเป็นอยู่ การแต่งกาย อุปกรณ์ทอผ้า ถัดมาเป็นการแสดงผ้าจก และห้องจัดแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรี

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง

 2015-12-08 11:21:24

วัดม่วงเป็นวัดเก่าแก่ที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งในชุมชนบ้างม่วงตั้งอยู่ริมแม่น้ำกลองฝั่งตะวันตกมีประวัติบอกไว้ในคัมภีร์ใบลานเขียนด้วยอักษรมอญว่าอยู่ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยามีอายุกว่า 300ปีมาแล้ว ด้วยความตระหนักในคุณค่าเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบรรพบุรุษและวัฒนธรรมของชาวบ้านม่วง เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน คือ พระครูวรธรรมพิทักษ์หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า อาจารย์ลม(ลม คชเสนีย์) และชาวบ้านทั้งหลายจึงได้พยายามเก็บรบรวมสิ่งของที่สะท้อนถึงความเป็นมาและขนบประเพณีของชุมชน เช่น คัมภีร์และผ้าห่อใบลานจำนวนหลายพันชิ้น เครื่องมือเครื่องใช้ ศิลปวัตถุที่พบในเขตลุ่มน้ำแม่กลอง เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องใช้ในดารประกอบอาหารการกินที่สะท้อนวิถีชีวิตในอดีตที่ผูกพันกับประเพณีความเชื่อ และการทำมาหากินของชีวิตชาวนาจุดประกายให้เกิดความคิดทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านขึ้นมา พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง เน้นความเรียบง่าย แต่มีความหมายต่อการศึกษาประวัติศาสตร์วัฒนธรรมท้องถิ่นของชุมชน จัดแสดงนิทรรศการวิถีชีวิตของชาวไทยรามัญ กลุ่มชนเผ่าของชาวไทยรามัญ วัฒนธรรมและประเพณี ของชาวเมืองอุบลราชธานีตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน และภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ มีการบรรยายถึงมอญในตำนานความเป็นมาของชนชาติมอญ มอญในทางประวัติศาสตร์ เรื่องราวของมอญในสมัยต่างๆ เช่น ยุครามัญประเทศ มอญยุคผู้ชนะสิบทิศ มอญอพยพ เส้นทางการอพยพของขาวมอญ โดยแสดงระลอกของการอพยพ สำคัญ 9 ครั้งตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์ ซึ่งการอพยพทั้ง 9 ครั้งนี้ทำให้ประชากรชาวมอญเป็นประชากรส่วนสำคัญของประเทศไทย จัดแสดงสิ่งของและวัตถุสะสม เช่น เครื่องปั้นดินเผา โบราณวัตถุเอกสารโบราณ เครื่องไม้ เครื่องใช้ในการศาสนา อาวุธ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน

อุทยานวิทยาศาสตร์ พระจอมเหล้า ณ หว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์

 2015-12-08 11:25:26

หว้ากอในอดีต เป็นชื่อหมู่บ้านเล็ก ๆ ในตำบลคลองวาฬ ห่างจากตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ ประมาณ 15 กม.ความสำคัญของหมู่บ้านนี้เคยเป็นสถานที่ที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงคำนวณไว้ว่าจะเกิด สุริยุปราคาเต็มดวง สามารถมองเห็นได้ ชัดเจนที่นี่ ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร สุริยุปราคา ณ ที่แห่งนี้ ต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2532 ให้ดำเนินการโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ และเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2533 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานนามว่า “อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว่ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งขึ้นเป็นสถานศึกษาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2536 ปัจจุบันสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดตั้ง เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็น "บิดาแห่ง วิทยาศาสตร์ไทย" ซึ่งมีบทบาทในการ พัฒนาขีดความสามารถ ทางด้าน วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีของประเทศดังนี้ 1.ปลูกฝังความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความภาคภูมิใจในพระ อัจฉริยภาพแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะเป็น พื้นฐาน ให้คนรุ่นหลังเกิดความสนใจในศักยภาพของชนชาติไทย ที่จะ พัฒนา เกียรติประวัติ ทางด้าวิทยาศาสตร์ให้ก้าวหน้าสืบไป 2.เป็นศูนย์กลางจัดกิจกรรมทางการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม ดาราศาสตร์ อวกาศ เทคโนโลยี และพลังงาน เพื่อส่งเสริมคุณภาพการเรียน การสอนตามหลักสุตร เพื่อพัฒนา พื้นฐานความรู้ความเข้าใจ และเพื่อเผยแพร่วิทยาการ ที่จะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป 3.เป็นศูนย์ฝึกอบรมครูอาจารย์และบุคลากรการศึกษาทั้งใน ระบบและนอก ระบบโรงเรียน 4.เป็นศูนย์การศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ธรรมชาติวิทยาและเทคโนโลยีที่เหมาะสมดาราศาสตร์และพลังงาน 5.เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า

 2016-03-10 22:04:55

ในเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปีพ.ศ. 2484 – 2488 กองทัพญี่ปุ่นต้องการยึดประเทศพม่าจึงสร้างทางรถไฟจากสถานีชุมทางหนองปลาดุกผ่านจังหวัดกาญจนบุรี เลียบริมแม่น้ำแควน้อยไปยังด่านเจดีย์สามองค์ เพื่อออกสู่เมืองมะละแหม่งประเทศพม่า ในระหว่าง พ.ศ. 2486 – 2487 เชลยศึกผู้หนึ่งจากประเทศอินโดนีเซียชื่อ Dr.H.R VAN HEEKEREN นักโบราณคดี ชาวฮอลันดา ได้พบเครื่องมือหินจำนวน 8 ชิ้น บริเวณสถานีรถไฟ เมื่อสงครามยุติจึงนำเครื่องมือหินที่พบไปศึกษาที่พิพิธภัณฑ์พีบอดี้ ( Peabody Museum) มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำให้ทราบว่าเป็นเครื่องมือหินกะเทาะสมัยหินกลาง (Mesolithic) และขวานหินขัดสมัยหินใหม่ (Neolithic) ต่อมาในพ.ศ. 2499 ศาสตราจารย์โมเวียส ได้ส่งศิษย์ชื่อ คาล.จี.ไฮเดอร์ ทำการสำรวจร่วมกับศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี จากบริเวณบ้านเก่า จนถึงตำบลวังโพ รวมระยะทางประมาณ 26 ก.ม. และสำรวจ “ แหล่งนายบางนายลือ ” พบเครื่องมือเครื่องใช้ยุคก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมากเช่นกัน ในระหว่างพ.ศ. 2503 – 2505 ดังนั้นกรมศิลปากรร่วมกับสถานทูตเดนมาร์กได้ทำการสำรวจและขุดค้นแหล่งโบราณคดีต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรีและที่ตำบลบ้านเก่า พบโครงกระดูกมนุษย์สมัยหินใหม่จำนวน 44 โครง ในปีพ.ศ. 2507 จึงได้ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ เพื่อเก็บรวบรวมโบราณวัตถุและในพ.ศ. 2515 ได้ปรับปรุงการจัดแสดงนิทรรศการและเปิดให้ประชาชนเข้าชม โดยใช้ชื่อว่า พิพิธภัณฑ์ก่อนประวัติศาสตร์บ้านเก่า และในวันที่ 27 สิงหาคม 2522 กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาจัดตั้งเป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า กาญจนบุรี และในวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2531 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนิน ทรงนำคณะนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทัศนศึกษาพิพิภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า กาญจนบุรี เป็นครั้งแรก

ภาคใต้

ดูทั้งหมด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูล (คฤหาสน์กูเด็น)

 2018-02-09 10:40:45

คฤหาสน์กูเด็น ชาวบ้านเรียกคฤหาสน์หลังนี้ว่า ‘ศาลากลางเก่า’ เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปแบบโคโรเนียล รูปทรงเป็นอาคารตึก 2 ชั้น ตัวอาคารเป็นแบบตะวันตก หลังคาทรงปั้นหยา ประตูหน้าต่างรูปโค้งแบบสถาปัตยกรรมโรมัน หลังคาแบบไทย บานหน้าต่างเป็นแผ่นไม้ชิ้นเล็กๆ เป็นเกล็ดแนวนอน หลังคากระเบื้องดินเผารูปกาบกล้วย ช่องลมหน้าบันตกแต่งรูปดาวสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม คฤหาสน์กูเด็น เดิมเป็นจวนของอำมาตย์ตรี พระยาภูมินารถภักดี (กูบารูเด็น บินตำมะหง) เจ้าเมืองสตูล สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวระหว่าง พ.ศ.2411 – 2459 โดยพระยาภูมินารถภักดี หรือ ตวนกูบาฮารุตดิน บินตำมะหง เจ้าเมืองในสมัยนั้น สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวเสด็จปักษ์ใต้ แต่มิได้ประทับแรม ต่อมาจึงใช้เป็นบ้านพักและศาลาว่าการเมืองสตูล กระทั่งในสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2484) อาคารหลังนี้ใช้เป็นกองบัญชาการทหารญี่ปุ่นหลังจากนั้น ในพ.ศ.2537 กรมศิลปากรได้บูรณะปรับปรุงอาคารคฤหาสน์กูเด็น และดำเนินการจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมืองมาตั้งแต่ พ.ศ.2540 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูลแบ่งพื้นที่จัดแสดงเรื่องราวภูมิหลังเมืองสตูลด้านต่างๆ อาทิ สภาพภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา เรื่องราวสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เหตุการณ์สำคัญของชาวซาไก เรื่องราวของเกาะตะรุเตา รวมถึงโบราณวัตถุที่พบจากแหล่งโบราณคดีในจังหวัดสตูล

พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำราชมงคลศรีวิชัย

 2016-03-10 21:46:47

โชว์ความสามารถของสัตว์โลกแสนรู้ น่ารัก สัตว์ไร้เดียงสาที่สามารถสร้างรอยยิ้ม ความสนุก และความประทับใจให้ผู้คนจนยากที่จะลืมเลือน และนี่คือสถานแสดงความสามารถแมวน้ำแห่งที่ 3 ของประเทศไทย ไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำราชมงคล จังหวัดตรัง สถานที่จัดแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืด น้ำเค็มเพื่อประโยชน์แก่การศึกษาส่งเสริมการท่องเที่ยวของท้องถิ่นและประเทศ รวมถึงสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง สถานบันเทคโนโลยีราชมงคล การจัดแสดงแบ่งออกเป็นสองส่วน 1 คือส่วนในสถานแสดงพันธุ์น้ำมากกว่า 60 ตู้ เช่น ปลาการ์ตูน ปลาดาว ปลาไหลไฟฟ้า ปลาปักเป้ากล่อง ปลาสินสมุทร เป็นต้น รวมถึงมีบ่อแสดงกลางแจ้งที่จะจัดแสดงทั้งสัตว์น้ำจืด สัตว์ทะเลที่พนในเขตน้ำขึ้นน้ำลงและทะเลน้ำลึกจากแหล่งต่างๆ ทั่วโลกที่พบในเขตร้อน นอกจากนี้ ยังมีห้องปฏิบัติการวิจัยทรัพยากรทางน้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ค้นคว้าวิจัยด้านทรัพยากรทางน้ำรวมถึงอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำรวมทั้งมีร้านอาหารและร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกไว้คอยบริการอีกด้วย

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร

 2016-01-21 12:48:12

ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และความเหมาะสมหลายประการ สำนักผังเมือง กระทรวงมหาดไทย จึงได้มีหนังสือเชิญชวนให้กรมป่าไม้ ร่วมเสนอข้อคิดเห็นในการจัดทำผังเมืองชุมพร เมื่อปี พ.ศ. 2529 และดำเนินการสำรวจสภาพทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดชุมพร ผลการสำรวจปรากฏว่า จังหวัดชุมพรมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย เช่น ป่าชายเลน ป่าไม้ สัตว์ป่า สัตว์ทะเล แนวปะการัง ที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ และสภาพธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นชายหาดและเกาะทียังคงความงดงามสมควรจะได้มีการกำหนดพื้นที่บริเวณที่เหมาะสม เพื่อประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เพื่อประโยชน์ในการอนุรักษ์และคุ้มครอง ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการนันทนาการของประชาชน และเป็นแหล่งความรู้เพื่อประโยชน์ในการวิจัยในเชิงวิชาการ และการเผยแพร่แก่ผู้ที่สนใจ ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 กรมป่าไม้สั่งการให้กองอุทยานแห่งชาติ (เดิม) ดำเนินการสำรวจเพิ่มเติม เพื่อเตรียมการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ กองอุทยานแห่งชาติได้จัดตั้งสำนักงานชั่วคราวบริเวณลานชมวิวเขาเจ้าเมืองในระยะนี้ใช้ชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติหาดทรายรี” และดำเนินการต่อเนื่อง จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2540 จึงได้ย้ายที่ทำการชั่วคราวมาอยู่ที่บริเวณปากคลองท่าจระเข้และดำเนินการต่อเนื่องมา กระทั่งเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 จึงได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติอย่างสมบูรณ์ตาม “ พระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินป่าเลนอ่าวทุ่งคา ป่าอ่าวสวี และเกาะต่าง ๆ ในท้องที่ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว ตำบลปากน้ำ ตำบลท่ายาง ตำบลหาดทรายรี ตำบลทุ่งคา ตำบลวิสัยเหนือ อำเภอเมืองชุมพร ตำบลวิสัยใต้ ตำบลด่านสวี ตำบลท่าหิน อำเภอสวี ตำบลปากตะโก อำเภอทุ่งตะโก ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ” โดยประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา ฉบับพระราชกฤษฎีกา เล่ม 116 ตอนที่ 9ก ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2542 และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร”

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ชุมพร

 2015-12-13 20:26:08

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติชุมพร เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจำเมืองชุมพรที่ก่อตั้งขึ้นโดยดำริของผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร (นายประยูร พรหมพันธ์) เมื่อราวปี พ.ศ. 2537 จังหวัดชุมพรได้มอบที่ดินแก่กรมศิลปากรเพื่อใช้ในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สถานจำนวน 7 ไร่ โดยอธิบดีกรมศิลปากร (นายสมคิด โชติถวณิชย์) ได้ดำเนินการโดยกำหนดเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจำเมืองตามมติของคณะรัฐมนตรี พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติชุมพร ได้ประกาศกำหนดสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 15 ตอนที่ 104 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2541 และได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน 2542

กรุงเทพมหานคร

ดูทั้งหมด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์

 2017-08-30 13:13:27

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นชาวอิตาเลียน เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรจี เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ได้รับเลือกมาเป็นช่างปั้นกรมศิลปากรในรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2466 ซึ่งศิลปะของชาวไทยในยุคนั้นยังเป็นแบบประเพณี(เช่นลายไทย) ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ออกแบบและสร้างประติมากรรมอนุสาวรีย์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย เป็นผู้วางรากฐานการศึกษาศิลปะสมัยใหม่ของไทยให้ทัดเทียมศิลปะสากล ด้วยการริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากรและโรงเรียนศิลปศึกษา (ช่างศิลป) ริเริ่มจัดงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ผลงานบทความทางศิลปะที่มีคุณค่าต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของไทย ก่อนถึงแก่กรรมใน พ.ศ.2505 กำรงตำแหน่งข้าราชการวิสามัญชั้นพิเศษ,ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์และคณะบดีคณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรด้วยความสำนึกในคุณูปการที่มีต่อคนไทย ห้องทำงานของท่าน จึงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จัดแดสงนิทรรศการถาวร,ชีวประวัติบุคคล ศาสตราจารย์ศิลป์ พีนะศรี, ผลงานศิลปะทันสมัยใหม่ในยุคศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี, จัดแสดงสิ่งของอาทิ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน,เครื่องมือ,อุปกรณ์สื่อสาร,หนังสือและผลงานศิลปะ

พิพิธภัณฑ์พระ กำนันชูชาติ

 2016-01-21 10:27:40

เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สวยที่สุดในโลกและเป็นแห่งแรกในประเทศไทยเป็นศูนย์รวม พระบูชา พระเครื่องที่มีความสวยงามและเก่าแก่กว่าพันปี ตั้งแต่สมัยคุปตะถึงสมัยรัตนโกสินทร์และพระเครื่องที่อยู่ในความนิยมของทุกจังหวัดอีกกว่า 3,000องค์ นอกจากนี้ยังมีเครื่องรางของขลังและของแปลกๆ อีกมากมาย

พิพิธภัณฑ์กรมที่ดิน

 2016-03-10 02:13:24

พิพิธภัณฑ์กรมที่ดินเป็นสถานที่รวบรวมและจัดแสดงสิ่งของ รวมทั้งเอกสารหลักฐานอ้างอิงที่มีคุณค่าทางประวัติสาสตร์ของกรมที่ดิน นับแต่ปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงมีพระบรมราชโองการ ประกาศตั้งกรมทะเบียนที่ดินขึ้นโอยให้อยู่ในสังกัดกระทรวงเกษตราธิการ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ร.ศ.120 (พ.ศ.2444) พิพิธภัณฑ์กรมที่ดินจัดแสดง อาทิ มณฑปประดิษฐานพระคันธาราษฎร์,โต๊ะเสนาบดีกระทรวงเกษตราธิการ,แบบพิมพ์โฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทยถึงปัจจุบัน,,กล้องรังวัดยุคอดีตถึงปัจจุบัน,อุปกรณ์เครื่องมืองานรังวัดต่างๆ,ตราประจำตำแหน่งอธิบดีกรมที่ดิน ฯลฯ

พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม

 2016-03-10 02:14:08

ในพ.ศ.2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง เพื่อเตรียมการสมโภชฉลองกรุงเทพมหานครครบ 200 ปี ในพ.ศ.2525 นับได้ว่าเป็นการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุด สมเด็จพระเทพฯได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงตรวจงานบูรณะ ได้ทอดพระเนตรเห็นช่อฟ้าใบระกา หางหงษ์ และเครื่องประดับหลังคา พระอุโบสถ พระมณฑป ปราสาทพระเทพบิดร และ หอเล็กหอน้อยต่างๆ รวมทั้งเศษชิ้นกระเบื้อง ซึ่งช่างรื้อถอนลงมา บางชิ้นหมดสภาพไม่สามารถทำการซ่อมแซมให้ดีได้ ทรงพิเคราะห์ว่าหากเก็บรวบรวมสิ่งของเหล่านี้ให้พร้อมชิ้นส่วนที่ชำรุดของพระบรมมหาราชวังไว้ ณ ที่ใดที่หนึ่ง พร้อมทังบอกประวัติความเป็นมาของสิ่งเหล่านั้น ก็เอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่อนุชนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี สำนักพระราชวัง จึงดำเนินการซ่อมแซมหอราชพิธีกรรม เมื่อซ่อมแซมแล้วเสร็จจึงได้สนองพระบัญชา ในการรวบรวมสิ่งของต่างๆดังกล่าวข้างต้น พร้อมทั้งให้กรมศิลปากร ดำเนินการจัดแสดงเครื่องราชภัณฑ์ และสิ่งของซึ่งพระบรมวงศานุวงศ์และประชาชน ถวายบูชาพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร โดยจัดตั้งเป็นหมวดหมู่ จึงเรียกอาคารนี้ว่า ‘พิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม’ และได้ทำการเปิดให้ประชาชนชาวไทยพร้อมทั้งชาวต่างประเทศได้เข้าชมศึกษาหาความรู้เมื่อครั้งงามสมโภชฉลองกรุงเทพฯมหานคร ครบ 200 ปี เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2525 จัดแสดงนิทรรศการถาวร อาทิ ประวัติและวิวัฒนาการ การซ่อมบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง ผลงานศิลปะฝีมือช่างรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงปัจจุบัน จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และพระบรมมหาราชวัง เมื่อครั้งเตรียมการสมโภชฉลองกรุงเทพมหานคร ครบ 200 ปี ในพ.ศ.2525 จัดแสดงสิ่งของสะสม เช่น เครื่องปั้นดินเผาโบราณวัตถุ เครื่องทองเครื่องเงิน เครื่องเขิน เครื่องไม้ เครื่องแก้ว เครื่องประดับ เครื่องโลหะ เงินตรา เครื่องใช้ในการศาสนา อาวุธ เป็นต้น