ทหารเรือ

ดูทั้งหมด

พิพิธภัณฑ์ทหารราบค่ายธนะรัชต์

 2016-01-03 15:17:27

ปี 2550 พิพิธภัณฑ์ทหารราบ ได้จัดตั้งขึ้นจากคำสั่งที่ให้ทุกหน่วยตั้งแต่ระดับกองพันขึ้นไป จัดตั้ง พิพิธภัณฑ์ทหาร โดยจัดแสดงวัตถุโบราณเป็นชุดๆ อันประกอบไปด้วยอาวุธชนิดต่างๆ เครื่องแต่งกาย ภาพเหตุการณ์สำคัญ ภาพผู้บังคับบัญชา เครื่องมือช่างทหารและแผนที่ และทางศูนย์การทหารราบจึงได้ดำเนินการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยเดิมที่ตั้งอยู่ที่ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จังหวัดลพบุรี และมอบให้แผนกยุทธการศูนย์การทหารราบเป็นผู้รับผิดชอบทำการรวบรวมอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในศูนย์การ ทหารราบ รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยราชการอื่นๆ เพื่อให้นิทรรศการมีความสมบูรณ์ จนถึงปี 2551 จึงได้ย้ายที่ตั้งหน่วยไปที่ ตำบลเขาย้อย อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และตั้งอยู่ที่นี่จวบจนถึงปัจจุบัน โดยภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงชีวประวัติบุคคล นายทหาร ฯพณฯ ท่านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตลอดจนประวัติและวิวัฒนาการด้านการทหาร เช่น อาวุธยุทโธปกรณ์ เรื่องราวของวิถีชีวิตทหารและเทคโนโลยีด้านการทหารต่างๆ มาที่นี่ต้องดู! อิฐพระสถูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โบราณวัตถุตั้งแต่สมัย ปี 2148 เดิมอยู่ที่เมืองหาง ประเทศพม่า ซึ่งผู้จงรักภักดีในพระนเรศวรมหาราชได้ร่วมกันสร้างถวาย เป็นที่เคารพสักการะของชาวไทยใหญ่ในรัฐแน และชาวไทยน้อยหลายกลุ่ม แต่ปัจจุบันรัฐบาลพม่าได้ทำลายพระสถูปแห่งนี้ไปแล้ว และอิฐก้อนนี้คือส่วนหนึ่งของพระสถูปองค์นั้น

กรมศิลปากร

ดูทั้งหมด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี

 2015-12-16 19:52:30

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี หรือพิพิธภัณฑ์เขาวังเดิมเป็นพระราชวังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเก้าอยู่หัวรัชการที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นบนเขาสามยอด ชื่อเขาสมน (สะหมน) หรือสมณ เมื่อได้สร้างพระนครคีรีแล้ว ได้พระราชทานนามใหม่ว่า ‘เขามหาสวรรค์’ โดยแบ่งพื้นที่การก่อสร้างพระราชวังออกเป็นสามส่วน คือยอดเขาด้านทิศตะวันตกเป็นพระมหาปราสาทและราชมณเฑียรสถาน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดพระนครคีรีแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง และได้เสด็จมาประทับอยู่หลายครั้ง แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงปรดเช่นกัน โดยได้ใช้เป็นที่ต้อนรับแขกเมืองและพระราชอาคันตุกะอยู่เสมอ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชมณเฑียรสถาน การจัดแสดงโบราณสถานศิลปวัตถุจึงเป็นไป ตามความสำคัญของพระที่นั่งแต่ละองค์ ซึ่งประกอบด้วยเครื่องเรือน เครื่องราชูปโภคและเครื่องใช้ต่างๆ จัดแสดงนิทรรศการพระราชประวัติ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่เกี่ยวข้องกับการเสด็จฯ มาเยือนพระนครคีรี การใช้งานของหมู่พระมหามณเฑียรและพระที่นั่งต่างๆ เช่น พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ พระที่นั่ง ปราโมทย์มไหสวรรย์ พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท พระที่นั่งราชธรรมสภา และหอชัชวาลเวียงชัย โบราณสถานที่สำคัญในพระนครคีรี คือ วัดพระแก้ว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดประจำราชวัง โดยมีโบราณสถานที่สำคัญ คือ พระอุโบสถ พระสุทธเสลเจดีย์ ศาลาลพระปรางค์แดง หอระฆัง

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ชุมพร

 2015-12-13 20:26:08

พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติชุมพร เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจำเมืองชุมพรที่ก่อตั้งขึ้นโดยดำริของผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร (นายประยูร พรหมพันธ์) เมื่อราวปี พ.ศ. 2537 จังหวัดชุมพรได้มอบที่ดินแก่กรมศิลปากรเพื่อใช้ในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สถานจำนวน 7 ไร่ โดยอธิบดีกรมศิลปากร (นายสมคิด โชติถวณิชย์) ได้ดำเนินการโดยกำหนดเป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติประจำเมืองตามมติของคณะรัฐมนตรี พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติชุมพร ได้ประกาศกำหนดสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 15 ตอนที่ 104 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2541 และได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน 2542

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติถลาง

 2015-12-13 22:49:35

เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง จัดสร้างขึ้นเพื่อเก็บรวบรวมจัดแสดงโบราณวัตถุ และวัตถุอันมีค่าต่างๆด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดภูเก็ตรวมถึงเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเชิดชูเกียรติท้าวเทพกระษัตรี และท้าวศรีสุนทร สองวีรสตรีแห่งเกาะภูเก็ต ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ‘ศึกถลาง’ พร้อมทั้งนิทรรศการบอกเล่าเรื่องราวเมืองถลางและภูเก็ตสมัยรัตนโกสินทร์ รวมถึงจัดแสดงอาวุธต่างๆ ในการทำสงครามในอดีตอาทิ ปืนโบราณ มีด ดาบพก ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของตระกูล ณ ถลาง วัตถุจัดแสดงอื่นๆ ที่น่าสนใจ พระนารายณ์ สูง 235 ซม. ทำด้วยศิลา เป็นศิลปะปัลลวะ ราวพุทธศตวรรษที่ 14 พบที่บริเวณเขาพระนารายณ์ ตำบลเหล อำเภอปะกง จังหวัดพังงา ภาชนะดินเผาและเครื่องประดับสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบที่ถ้ำหลังโรงเรียน อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ และควนลูกปัด ตำบลคลองท่อม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ รู้หรือไม่ พิพิธภัณฑสถานแห่งนี้ ดูแลการก่อสร้างโดยสถาปนิก ‘อุดม สกุลพาณิชย์’ ซึ่งนำรูปแบบสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้มาประยุกต์เข้าเป็นแนวคิดหลักของอาคาร โดยคงลักษณะเรือนไม้มีหลังคา 3 ด้าน โดยมีด้านสกัดเป็นรูปจั่ว การยกพื้น รูปทรง และพื้นผิวของหลังคา พื้นผิวของฝาเลื่อยที่เป็นไม้ไผ่ขัดแตะ และไม้ไผ่สายลายปิดยอดจั่ว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเรือนท้องถิ่นของชาวภูเก็ตโดยแท้

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี

 2015-12-15 13:24:47

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง เมื่อปี พ.ศ.2538 เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรี และเพื่อสนองแนวพระราชดำริ ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ได้พระราชทานให้กรมศิลปากรเพิ่มสาขาวิชาอื่นๆ ในการจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เมื่อกรมศิลปากรได้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี เสร็จสมบูรณ์ จึงได้จัดให้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการโดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเป็นองค์ประธาน เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2546 และถือเป็นกิจกรรมหนึ่งในการดำเนินงานเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย

องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น

ดูทั้งหมด

โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น

 2016-03-10 21:59:48

โฮงมูนมังเมือง หุ่นขี้ผึ้งพระสงฆ์บนอาสน์ใต้พญานาคไม้ตัวเขื่องที่ใช้เป็นรางสำหรับสรงน้ำพระในพิธีฮดทรงต้นแบบรางสรงน้ำใช้ในประเพณีสงกรานต์ของชาวขอนแก่น โมเดลจำลองพิธีทำขวัญข้าวหรือ แรกนาขวัญเป็นแนวคิดแปลงทดลองปลูกพืชของคนยุคนี้ หรือพิธีผูกเสี่ยว อุบายในการสานรักสามัคคีของชาวอีสาน เป็นหนึ่งในหลากประเพณีและพิธีกรรมที่ล้วนสะท้อนรากเหง้าความคิดที่เป็นกศโลบายที่ควรค่าแก่การสืบสานตำนานในอดีตที่เล่า ผ่านข้าวของเครื่องใช้ วิถีชีวิตประเพณี และวัฒนธรรมอันสะท้อนภูมิปัญญาพื้นถิ่นของคนเมืองขอนแก่นใน ‘โฮงมูนมัง’ คำว่า ‘โฮงมูนมัง’ เป็นภาษาอีสานแยกออกเป็น 2 คำ คือ ‘โฮง’ หมายถึง ห้องโถงหรือหอที่มีขนาดกว้างใหญ่และ ‘มูนมัง’ หมายถึง ทรัพย์สมบัติ, มรดก ‘โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น’ จึงมีความหมายว่า ห้องที่เก็บรวยรวมทรัพย์สมบัติ ในที่นี้หมายถึงหอเก็บสมบัติ ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวที่มาของเมืองขอนแก่น สิ่งส่องสะท้อนให้ผู้คนได้สัมผัสถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวขอนแก่นนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ขอนแก่นเป็นเมืองที่มีมรดกทางวัฒนธรรม และความเจริญรุ่งเรืองมาตังแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยยังคงปรากฏหลักฐาน เช่น ชุมชนโบราณที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองไทย คือเมืองโบราณดง เมืองแอม, การขุดพบซากสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์อายุนับล้านปี นอกจากนี้ ขอนแก่นยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งภาคอีสานที่เป็นศูนย์กกลางของความเจริญในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การเมืองการปกครอง ส่วนราชการ การพาณิชย์ การขนส่งและบริการ รวมถึงมีความพร้อมทางด้านสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและโบราณสถานอีกมากมาย โดยที่สำคัญชาวขอนแก่นยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่ยึดปฏิบัติสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน รู้หรือไม่ เมืองขอนแก่น เป็นเมืองที่ประวัติความเป็นมายาวนาน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ปรากฏว่า สมัย พ.ศ. 2340 มีกลุ่มคนประมาณ 330 คนนำโดยท้าวเพียเมืองแพน อพยพมาจากบ้านชีโล้นแขวงเมืองสุวรรณภูมิ (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด) มาเลือกชัยภูมิบ้านบึงบอน (บ้านเมืองเก่า อำเภอเมืองของแก่น) เป็นที่ตั้งชุมชนใหญ่ โดยขออนุญาตและขอยกเป็นเมืองขอนแก่นจากพระยานครราชสีมา ซึ่งมีใบบอกไปยังกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีพระบรมราชโองการยกฐานะบ้านบึงบอนเป็นเมืองขอนแก่นเมื่อ พ.ศ. 2340 ตั้งท้าวศักดิ์ ซึ่งเป็นท้าวเพีย เมืองแพนเป็นเจ้าเมืองคนแรก ห้ามว่า ‘พระนครศรีบริรักษ์บรมราชภักดี’ ชื่อ ขอนแก่นอาจจะมาจากคำว่า ‘ขามแก่น’ ซึ่งมีพระธาตุขามแก่นอยู่ในอำเภอน้ำพองจังหวัดขอนแก่น ห่างจากที่ตั้งเมืองขอนแก่นไปทางทิศตะวันออกเฉียง ประมาณ 26 กิโลเมตร ท้าวเพียเมืองแพน จึงได้นำชื่อ ‘ขามแก่น’ นั้นมาเป็นมงคลนามตั้งชื่อเมืองว่า ‘ขอนแก่น’

อาคารแสดงโครงกระดูกซากช้างโบราณ

 2015-12-15 13:27:24

ซากช้างโบราณ จากการค้นพบ ‘ซากฟอสซิลของช้าง’ ทำให้รู้ว่า บรรพบุรุษของช้างมีขนาดเท่ากับหมู รูปร่างหน้าตาคล้ายกับฮิปโปโปแตมัส สูงแค่ 70 เซนติเมตร หนักประมาณ 180 กิโลกรัม เป็นบรรพบุรุษของช้างปัจจุบัน เคยมีชีวิตอยู่ในแถบประเทศอียิปต์ เมื่อประมาณ 50-35 ล้านปีมาแล้ว ก่อนจะมีวิวัฒนาการต่อมาอีหลายสิบล้านปี เป็นช้างสายพันธุ์ต่างๆ ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์แบ่งฟอสซิลช้างที่ค้นพบทั่วโลกได้ถึง 38 สกุล จำนวน 162 ชนิด ประเทศไทยมีการค้นพบซากช้างโบราณแล้วหลายครั้ง ราว 50 ปีก่อนมีการขุดรากสะพานเดชาชาติวงศ์ ข้าม แม่น้ำเจ้าพระยา ที่จังหวัดนครสวรรค์ทำให้พบฟอสซิลช้างโบรณด้วยความบังเอิญ จำนวน 6 ชิ้น และส่งชิ้นส่วนของฟอสซิลดังกล่าวไปตรวจสอบที่ประเทศอังกฤษ พบว่าเป็นกระดูกช้างพันธุ์ Stegodon insignis อายุประมาณ 2,000,000 – 10,000 ปี สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการวิทยาศาสตร์ของไทยอย่างมาก หลังจากนั้น มีการค้นพบฟอสซิลช้างอีกหลายแห่ง เช่น ที่เหมืองถ่านหินลิกไนต์ ในจังหวัดลำปาง จังหวัดพะเยา พบงาช้างโบราณอายุประมาณ 14-17 ล้านปี หรือการค้นพบฟอสซิลดึกดำบรรพ์ในบ่อทรายที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ค้นพบฟอสซิล ซากหลากหลายชนิด และมีปริมาณมากที่สุดในประเทศไทย และในโลก เป็นที่มาของ ‘อาคารแสดงโครงกระดูกซากช้างโบราณ’ สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2545 เพื่อทำการรวบรวมประวัติข้อมูลต่างๆ รวมทั้งซากดึกดำบรรพ์ช้างโบราณ ภายในจัดแสดงนิทรรศการ อาทิ ประวัติการพบซากช้างโบราณในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ,ช้างโบราณของโลกบางสกุล,วิวัฒนาการของช้าง,ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจายของช้างโบราณ,เอปโคราช หรือซากดึกดำบรรพ์ของเอปโคราช,แหล่งที่พบเอปโคราช และการพัฒนาการของช้างบรรพบุรุษของช้าง รวมถึงตู้แสดงซากดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก รู้หรือไม่ ฟอสซิลเอปโคราช หรือชื่อทั่วไป ‘เอปโคราช’ (KKhorat Ape) มีอายุทางธรณีวิทยา ไมโอซีนตอนปลาย หรือ 9-7 ล้านปี ถือเป็นเอปสายพันธุ์ใหม่ของโลก มีลักษณะพิเศษ คือ เป็นเอปขนาดใหญ่สายพันธุ์รังอุตังชนิดใหม่ของโลก มีกรามหนามา ลักษณะ รูปร่างขนาดของฟันและความย่นของเคลือบฟันคล้ายลิงอุรังอุตังในปัจจุบันและมีลักษณะพิเศษเฉพาะที่เหมือนกันคือไม่พบรอยกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเปิดปิดปากใต้กรามส่วนหน้าเนื่องจากบริเวณดังกล่าวได้พัฒนาให้มีถุงลมขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการส่งเสียงกู่ร้องสื่อสานกันในกลุ่มลิงอุรังอุตัง ต่างกันตรงที่ ฟันหน้าของเอปโคราชมีขนาดเล็กกว่า แต่ฟันกรามซี่ในสุดมีขนาดใหญ่กว่าลิงอุรังอุตังปัจจุบัน นอกจากนี้ยังเป็นฟอสซิลเอปชนิดแรกที่ลักษณะกรามโค้งเป็นรูปตัวยู เช่นเดียวกับกรามเอปปัจจุบันและมนุษย์ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เคยปรากฏในเอปชนิดอื่น จากการศึกษาขนาดฟันของฟอสซิลดังกล่าวทำให้ทราบว่า เอปโคราชมีขนาดใกล้เคียงกับอุรังอุตังปัจจุบัน น้ำหนักตัวประมาณ 70-80 กิโลกรัม

พิพิธภัณฑ์ของพระแม่เจ้าจามเทวี วัดเกาะกลาง

 2016-01-02 23:23:18

วัดเกาะกลาง ตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนา บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ มีซากสถาปัตยกรรมให้เห็นร่องรอยของอารยธรรมดั้งเดิมหลายชั้น โดยชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบมีเชื้อสายมอญและยังพูดภาษามอญ และจากลักษณะของการกระจายกลุ่มโบราณสถาน แสดงให้เห็นถึง แต่เดิมนั้นวัดนี้มีขนาดใหญ่ และเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่ด้วย ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ของพระแม่เจ้าจามเทวี วัดเกาะกลาง ยังอยู่ในแผนการดำเนินงาน ขุดค้น ขุดแต่ง และบูรณะโบราณสถานของสำนักศิลปากรที่ 8 จังหวัดเชียงใหม่ โดยรวบรวมโบราณวัตถุและศิลปวัตถุที่มีผู้บริจาคให้กับวัดเกาะกลาง เดิมมีการจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานชั่วคราว และต่อมาองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้ดำเนินการจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์สถานแห่งใหม่ ในพื้นที่ซึ่งตามตำนานเชื่อว่าเป็นบ้านของเศรษฐีอินตา บิดาของพระนางจามเทวี และดำเนินการย้ายโบราณวัตถุและศิลปวัตถุมาจัดแสดงในอาคารใหม่ โดยแบ่งเป็นตู้เก็บโบราณวัตถุ เช่น เครื่องมือหิน ภาชนะเคลือบดินเผา และกล้องยาสูบดินเผา เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนและผู้สนใจได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาในอดีตต่อไป มาที่นี่ต้องดู! พญานาคเจ็ดเศียร ทวารบาล และยักษ์ ลวดลายปูนปั้นลายเครือล้านนา ซึ่งทั้งหมดได้จากการ ขุดค้น ขุดแต่ง บูรณะเจดีย์บริเวณหน้าวัด เมื่อปี 2542

พิพิธภัณฑ์ ชุมชนเมือง

 2016-01-02 23:29:30

คุ้มเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ลำพูน (พุทธวงษ์ ณ เชียงใหม่) ได้สร้างพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นเมื่อปี 2455 ในสมัยที่เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ ผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 10 (ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6) เพื่อใช้เป็นเรือนพักอาศัยของเจ้าราชสัมพันธ์วงษ์ กับเจ้าหญิงส่องหล้า สัมพันธ์วงษ์ ธิดาของเจ้าอินทยงยศโชติ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 9 ปัจจุบันคุ้มแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคุ้มเจ้าเมืองลำพูนที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่ง สะท้อนให้เห็นสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า และสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของลำพูนเป็นอย่างยิ่งเทศบาลเมืองลำพูนและกลุ่มวงแหวนหละปูน จึงได้จัดตั้งโครงการพิพิธภัณฑ์ชุมชนเมืองลำพูน ในปี 2550 เพื่ออนุรักษ์อาคารเก่าที่อยู่ในเขตเมืองไว้ และจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ ผ่านทางรูปภาพ และสิ่งของเครื่องใช้ในอดีต เพื่อแสดงถึงวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี และสังคมเมืองลำพูนในอดีต และมีการโยงกับพิพิธภัณฑ์ภายในเมืองที่เป็นอาคารโบราณ เช่น พิพิธภัณฑ์ปั๊มน้ำมันสามทหาร พิพิธภัณฑ์ร้านค้าโบราณเมืองลำพูน พิพิธภัณฑ์สถานีตำรวจเมืองลำพูน พิพิธภัณฑ์รถไฟลำพูน พิพิธภัณฑ์คุ้มเจ้าลำพูน เพื่อเป็นแหล่งศึกษาของเยาวชน และสามารถคงสภาพของเมืองเก่าของลำพูนต่อไปได้ในอนาคต มาที่นี่ต้องดู! โรงภาพยนตร์จำลอง และร้านค้าจำลอง ซึ่งมีการใช้วัตถุจริงในสมัยโบราณมาจำลองให้ชม

บุคคล

ดูทั้งหมด

บ้านวงศ์บุรี

 2016-06-22 16:35:45

เฮือนขนมปังขิง เรือนขนมปังขิงคือเรือนมะนิลามีการฉลุลวดลาย เช่น ครีบ ช่องลม หน้าจั่ว ลูกกรง ไม้แบน เป็นลายฉลุต่างๆ ที่ดูวิจิตรพิสดารหรูหราแบบขนมปังขิงของยุโรป จึงเรียกว่า เรือนขนมผังขิง เป็นของแพร่มาจากยุโรป หรือทางตะวันตก เรือนขนมปังขิงเป็นที่นิยมกันทั่วไปเมื่อราวๆ สมัยราชกาลที่ 5,6 และ 7คนไทยเรียกเรือนมะนิลา บ้านวงศ์บุรี ก่อสร้างในสมัยของแม่เจ้าบัวถามหายศปัญญา ภรรยาคนแรกของเจ้าพิริยเทพวงศ์ เจ้าหลวงเมืองแพร่องค์สุดท้าย และเป็นพี่สาวของพระยาบุรีรัตน์ ต่อมาตกทอดเป็นของผู้สืบเชื้อสาย ‘เจ้าพรหมสุนันตา วงศ์บุรี’ (หลวงพงษ์พิบูลย์) ภายในตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ตกทอดสืบต่อมาหลายชั่วอายุคน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเรือน เตียงนอน ตู้ โต๊ะ เครื่องแป้ง เครื่องเงินต่างๆ คนโทถ้วยชาม กำปั่นเหล็ก แหย่งช้าง อาวุธโบราณ พระพุทธรูปสมัยเชียงแสนและสุโขทัย รวมถึงเอกสารสำคัญต่างๆ เช่น สัญญาบัตรที่ได้รับการโปรดเหล้าฯจากรัชกาลที่ 5 เอกสารซื้อขายทาสอายุกว่า 100ปี เอกสารการสัมปทานป่าไม้ ตั๋วรูปพรรณช้าง วัว เป็นต้น ด้วยคุณค่าแห่งศิลปะผสมผสานความงดงามลงตัว กอปรกับได้รับกาดูแลอย่างดีตลอดมา โดยทายาทบ้านวงศ์บุรี กระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2536 เรือนหลังนี้ได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

 2015-12-13 22:06:35

พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เป็นพระราชวังฤดูร้อนที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้างขึ้น สำหรับเสด็จพระราชดำเนินแปรพระราฐานประทับพักผ่อนพระอิริยาบถและรักษาพระองค์ โดยเสด็จมาประทับแรมที่พระราชนิเวศน์แห่งนี้สองครั้งคือ ระหว่างฤดูร้อนพ.ศ.2467 และพ.ศ.2468 ทรงประทับอยู่นานครั้งละประมาณ 3 เดือน ปัจจุบันพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นพื้นที่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยมีมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ซึ่งจัดตั้งโดยตำรวจตระเวนชายแดน และครอบครัวบุตรหลานข้าราชบริพารในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นองค์จัดการ ดูแล และบำรุงรักษาส่วนเขตพระราชฐานที่ประทับ โดยผ่านการทำงานของสำนักงานพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน มีการจัดนิทรรศการพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นนิทรรศการภาพถ่าย รวมรูปพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ และพระราชกรณียกิจ อื่นๆในรัชสมัย นิทรรศการบทพระราชนิพนธ์ฯ เป็นการรวบรวมข้อมูลบทพระราชนิพนธ์มาจัดแสดงไว้พอสังเขป โดยเน้นให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในพระราชนิพนธ์บทละคร บทความ ปาฐกถา วรรณกรรมและอื่นๆ นิทรรศการเครื่องเสวยไทย เป็นนิทรรศการจัดแสดงจำลองการเสวยพระกระยาหารแบบไทย และแสดงภาพการรับประทานอาหารของเจ้านายในสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5-6 นิทรรศการเครื่องเสวยฝรั่งร่วมรัชสมัยฯ เป็นนิทรรศการแสดงการจัดโต๊ะเสวย แบบตะวันตก ซึ่งถือเป็นพระราชนิยมอย่างหนึ่ง ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และจัดแสดงภาพถ่ายเก่าเมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6เสด็จพระราชดำเนินร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำในประเทศต่างๆ นิทรรศการการแต่งกายร่วมรัชสมัยฯ แสดงให้เห็นช่วงเวลาสำคัญที่สยามประเทศมีการติดต่อกับนานาอารยประเทศ จึงมีผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทาง วัฒนธรรมเพิ่มขึ้น และเกิดค่านิยมอย่างใหม่ในการแต่งกายของสตรีตามแนวพระราชนิยมที่ทางกล่าวไว้ว่า ผู้หญิงควรนุ่งซิ่น ฟันขาว ผมยาว เป็นต้น   นิทรรศการหัวหิน-ชะอำ สถานตากอากาศยอดนิยม เป็นนิทรรศการรูปภาพที่กล่าวถึง การแปรพระราชฐานประทับแรมในฤดูร้อน หรือเพื่อฟื้นฟูพระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ รวมถึงวัฒนธรรมการพักผ่อนตากอากาศของตะวันตกที่แพร่เข้ามา การตากอากาศตามชายทะเล และการอาบน้ำทะเลเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ การตากอากาศชายทะเลก็แพร่หลายสู่คหบดีและประชาชนทั่วไป เนื่องด้วยพระราชนิเวศน์มฤคทายวันมีพื้นที่กว้างขวางจึงมีสถานที่สำคัญให้เยี่ยมชมและพักผ่อนมากมาย อาทิ พระราชฐานที่ประทับชั้นกลาง คือ พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ บ้านพักเจ้าพระยารามราฆพ พระราชฐานที่ประทับชั้นใน มีทั้งห้องที่จัดแสดงเครื่องเรือน และสิ่งของส่วนพระองค์ของพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

พิพิธภัณฑ์ปานถนอม

 2016-01-03 14:49:28

พิพิธภัณฑ์ปานถนอมได้ก่อกำเนิดขึ้นโดย อาจารย์ถนอม คงยิ้มละมัย ชาวไทยทรงดำโดยกำเนิด ซึ่งอาจารย์ได้เล็งเห็นคุณค่าและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชาวไทยทรงดำที่นับวันก็จะเลือนหายไป จึงรวบรวมวัตถุและจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวไทยทรงดำ โดยมีกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้งบประมาณสนับสนุน ในกิจกรรมการสอนภาษาไทยทรงดำแก่เยาวชนและนอกจากเรื่องภาษาแล้ว อาจารย์ถนอมยังได้ส่งเสริมการปลูกฝังกิจกรรมและการละเล่นอื่นๆ ของไทยทรงดำให้แก่นักเรียน พร้อมจัดแสดงวิถีชีวิตของชาวไทย ทรงดำ ผ่านเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันและวัตถุที่ใช้ในพิธีกรรมต่างๆ เพื่อแสดงถึงวัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อของชาวไทยทรงดำโบราณด้วย มาที่นี่ต้องดู! เครื่องใช้ในพิธีศพชาวไทยดำ และแบบจำลองเครื่องแต่งกายชาวไทยทรงดำที่ยังคงความสมบูรณ์

หอศิลป์ริมน่าน

 2016-06-20 14:09:07

ไม่อยากเชื่อว่า เรากำลังอยู่ที่จังหวัดน่าน ณ จุดที่เรายืนอยู่บริเวณถนนหลักสายน่าน – ทุ่งช้าง ณ กิโลเมตรที่ 20 โดยมีทิศเหนือและทิศตะวันออกติดแม่น้ำน่าน จึงเป็นพื้นที่งดงาม ขอยืนยันว่าสวยงามจริง ๆ และตอนนี้ร่างกายเล็กๆ ของเราถูกโอบล้อมไปด้วยทิวเขา ต้นไม้และอากาศสบายๆ สายตามองเห็นหอศิลป์ที่สวยงามอยู่เบื้องหน้า สองเท้าก็เร่งเร้าว่า ให้เดินเข้าไปชมงานศิลปะด้านในไว ๆ จากบริเวณด้านหน้าอาคารก็สวยงามได้ใจแล้ว เหมือนอยู่ต่างประเทศเลย และเมื่อมองขึ้นไปบนหน้าจั่วด้านบนจะเห็นพระอาทิตย์ และพระจันทร์อยู่ใกล้ๆ กัน เมื่อซื้อบัตรผ่านประตูเข้ามากับราคาเพียง 20 บาท แล้วแลกกับการที่เราได้ชมความงามของศิลปะได้ไม่จำกัดเวลา ขอบอกว่า คุ้มค่ามากจริง ๆ เรื่องราวที่มาที่ไปของหอศิลป์ริมน่านแห่งนี้นั้น ดำเนินงานโดยคุณวินัย ปราบริปู ศิลปินชาวน่านที่สร้างสรรค์งานศิลปะ และได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงศิลปะ หลังจากร่ำเรียน สั่งสมประสบการณ์ทำงานด้านศิลปะมาหลายสิบปี คุณวินัยจึงกลับมาสร้างหอศิลป์ขึ้นที่บ้านเกิดของตน หวังที่จะถ่ายทอดความงามของศิลปะให้แก่ผู้คนและเยาวชนของจังหวัดน่าน โดยใช้เวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2541 – 2545 ในการปรับปรุงพื้นที่ และใช้เวลาออกแบบและก่อสร้างอีก 2 ปี หอศิลป์จึงเปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2547 นั่นเอง สถานที่ดีๆ แบบนี้จริงๆ แล้วน่าจะมาตั้งแต่แรกแล้ว จากบริเวณชั้นล่างที่เดินกันอยู่นั้น จะได้เห็นผลงานศิลปะของศิลปินหลายๆ ท่านที่นำมาจัดแสดง ซึ่งเป็นส่วนแสดงนิทรรศการศิลปกรรมร่วมสมัย ส่วนบริเวณชั้น 2 ผลงานศิลปะและงานสะสมของคุณวินัย ปราบริปู ทั้งภาพวาด และประติมากรรม ส่วนชั้นล่างเป็นนิทรรศการหมุนเวียน นำผลงานของศิลปินแขนงต่าง ๆ มาหมุนเวียนจัดแสดง พอลงมาด้านล่าง และเดินไปทางด้านหลังอาคารจะมี “เฮือนไม้” หรือเรือนไม้เล็ก ๆ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นสวยงามตั้งแสดงตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้ นั่นก็คือ “เฮือนศรีนวล” ตรงข้ามกันก็คือ “เฮือนยอดหล้า” จะมีภาพวาดและงานศิลปะแบบปูนปั้นจำหน่าย นอกจากนี้ยังมี “เฮือนหนานบัวผัน” ซึ่งเป็นสถานที่จัดนิทรรศการภาพถ่ายประวัติจิตรกรรมฝาผนังเมืองน่าน และยังมีห้องนิทรรศการ “สตูดิโอ แกลลอรี่ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทั้งศิลปินรุ่นผู้มีความประสงค์เผยแพร่ผลงานทั้งกลุ่มและเดี่ยว (one man show) จึงทำให้เกิดกิจกรรมศิลปะประจำปีประมาณ 10 – 12 นิทรรศการอีกด้วย สำหรับให้ผู้มาชมศิลปะสามารถซื้อสินค้าที่ระลึก สำหรับหลายคนคงเลือกนั่งจิบกาแฟ กินขนม และชมธรรมชาติ บริเวณด้านหลังหอศิลป์นี้เหมือนเรา เพราะได้สัมผัสธรรมชาติ ทิวเขา สายน้ำน่านและลมเย็นๆ ที่พัดเอื่อยๆ ให้เราได้พักกาย พักใจกันที่แห่งนี้

วัดและชุมชน

ดูทั้งหมด

พิพิธภัณฑ์ชาวเขา

 2016-05-25 14:04:11

พิพิธภัณฑ์ชาวเขาจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ.2508 โดยคำแนะนำของ Prof. W.R. Geddes นักมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ออสเตรเลีย ตั้งอยู่ในอาคารที่ทำการศูนย์วิจัยชาวเขา ภายในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สังกัดกรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดเก็บรวบรวมวัตถุพยาน ทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงในประเทศไทย หรือที่เรียกกลุ่มชนเหล่านี้ว่า “ชาวเขา” เพื่อประกอบการศึกษา ค้นคว้า วิจัยของนักวิจัย และผู้สนใจทั่วไป ต่อมา ได้มีกลุ่มผู้สนใจจำนวนมากขึ้น จึงได้เปิดให้บริการเยี่ยมชมแก่บุคคลทั่วไป ทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ ปี พ.ศ.2540 ได้ย้ายสถานที่ตั้งจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มา ณ อาคารในบริเวณสวนล้านนา ร.9 (ที่ตั้งปัจจุบัน) โดยได้รับความอนุเคราะห์จากจังหวัดเชียงใหม่ โดยนายพลากร สุวรรณรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ในขณะนั้น ปัจจุบัน ได้จัดการแสดงออกเป็น 3 ชั้น ชั้นที่ 1 เรื่องชีวิต ความเป็นมา วัฒนธรรม ประเพณีของชาวเขา จำนวน 12 เผ่า ชั้นที่ 2 เรื่องการแต่งกาย ชีวิตเด็กบนดอย การพัฒนาบนพื้นที่สูง และศูนย์ข้อมูลเกี่ยวกับชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ชั้นที่ 3 เรื่องพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จ พระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยภูเขา

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่

 2016-03-10 20:11:56

คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ สร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2435 ก่อนสมัยเงี้ยวปล้นเมืองแพร่ หลังจากเจ้าหลวงเมืองแพร่คือเจ้าพิริยเทพวงศ์ ได้ลี้ภัยไปอยู่เมืองหลวงพระบางแล้ว คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ได้กลายเป็นที่ตั้งของกองทหารม้าที่ทางกรุงเทพฯ ได้ส่งมารักษาความสงบเรียบร้อยในเมืองแพร่อยู่ระยะหนึ่ง คุ้มเจ้าหลวงแห่งนี้เคยใช้เป็นที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เมื่อคราวเสด็จมาเยี่ยมราษฎรจังหวัดแพร่ ในระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม 2501 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จประทับแรม เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2536 อาคารหลังนี้ได้รับพระราชทานรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปี 2536 และสถาปัตยกรรมดีเด่นประเภทอาคารสถาบันและสาธารณะ ประจำปี 2540 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หลังจากนั้นได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2541 และได้รับการบูรณะโดยกรมศิลปากร ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2547 จังหวัดแพร่ได้มอบคุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่เป็นผู้ดูแล เพื่อเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองแพร่ "คุ้มเจ้าหลวง" ซึ่งหลังจากที่ได้รับมอบแล้ว องค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ได้ทำการปรับปรุงภายในอาคาร และตกแต่งสภาพภูมิทัศน์โดยรอบให้สวยงาม พร้อมทั้งได้จัดตั้งสำนักงานและมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ได้ดูแล โดยได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการในปี 2548

หอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ

 2016-03-10 21:49:16

ถือเป็น ‘ธรรมเนียม’ ของผู้มาเยี่ยมเยือนที่มักทำต่อๆ กันมา ณ หน้าพระพักตร์ของหลวงพ่อพุทธเศียร พระพุทธรูปหินทรายที่มีพุทธลักษณะสวยงามที่สุดตามแบบฉบับหินทรายสกุลช่างพระเยาในยุคต้นที่ได้รับอิทธิพลจากทางสุโขทัย ซึ่งถูกค้นพบที่วัดสบร่องขุย วัดร้างที่สันนิษฐานกันว่าเป็นสถานที่ถือน้ำพิพัฒน์สาบานต่อกันของพ่อขุนงำเมือง พ่อขุนมังราย และพ่อขุนรามคำแหง (พระร่วง) ด้วยพระพักตร์ที่ช่างแกะสลักฝีมือดีแบ่งออกเป็น 3 ส่วนอย่างลงตัวพระเกศาเป็นเม็ดเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ พระขนงโค้งเรียว พระเนตรเหลือบมองต่ำ พระโอษฐ์อิ่ม แย้มยิ้ม ดูสงบและฉายแววแห่งความเมตตา ถือเป็นหลักฐานทางประวัติสาสตร์ที่งดงามและทรงคุณค่ายิ่งปัจจุบัน หลวงพ่อพุทธเศียรประดิษฐาน ณ หอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา

พิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็ง

 2016-07-08 12:46:27

พิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็ง ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2527 โดยพระครูศรีผ่อง โกวิโท (บุญเป็ง) ได้รับพระรามทานสมณศักดิ์พัดยศ ตามราชทินนามพระครูโกวิทธรรมโสภณ ตำแหน่งเจ้าอาวาส และเจ้าคณะตำบลหนองแหย่ง อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีความสนใจเป็นพิเศษในการอนุรักษ์ศาสนวัตถุที่มีคุณค่า พระพุทธรูปโบราณ โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ เครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวัน อันเกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่การสืบทอดมาช้านาน ประกอบด้วยสิ่งของหลายร้อยหลายพันอย่าง ที่สูญหายไปแล้วก็มี และที่ยังพบเห็นอยู่ทั่วไปก็มี เพียงก้าวแรก ที่หันมาสนใจอนุรักษ์ของเก่า ประเภทเครื่องใช้มนชีวิตประจำวัน แล้วนำของชิ้นแรก ‘ปิมดินกี่’ รูปโค้งสำหรับก่ออิฐสร้างบ่อน้ำ มาวางไว้ที่โต๊ะหน้ากุฏิพร้อมกับเห็นอะไรเก่าๆ เช่น ถ้วย ชาม กระเบื้อง ฯลฯ ก็นำมาวางๆไว้ รวมกันได้ประมาณ 100 ชิ้นชาวบ้านใกล้เคียงมาพบเข้าก็เริ่มสนใจ สอบถามถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการเก็บรักษาสิ่งของบางอย่างคนรุ่นใหม่ไม่ทราบว่าเป็นอะไรและไม่รู้ถึงประโยชน์ใช้สอยทำให้พระครูโกวิทธรรมโสภณ ต้องอธิบายขยายความเป็นรายๆไป จนกระทั่งศรัทธาประชาชนในหมู่บ้าน และตำบลใกล้เคียงต่างทราบก็นำวัตถุโบราณ สิ่งของเครื่องใช้เก่าๆ พระพุทธรูปเก่า มาถวายไว้เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ของวัดมากขึ้นนับรวมแล้วมีประมาณ 1,000 ชิ้น คณะกรรมการวัดเริ่มเห็นว่าสถานที่เก็บรักษาคับแคบ จึงได้ขยายตู้เก็บเข้าไว้ในกุฏิถึง 3 ห้อง แต่ก็ไม่สะดวกสำหรับศรัทธาประชาชนที่จะเข้าชมเพราะคับแคบมาก ท่านพระครูโกวิทธรรมโสภณ จึงได้ก่อสร้างอาคารหลังปัจจุบันขึ้น แล้วนำวัตถุโบราณพื้นบ้าน เครื่องใช้ไม้สอยของใช้ในพระพุทธศาสนาต่างๆ จัดเข้าไว้ในอาคารใหม่เป็นสัดส่วนเรื่องนี้ได้ทราบไปถึงศรัทธา ญาติโยม ต่างนำของมาบริจาคอยู่ตลอด จนกระทั่งปัจจุบันรวมแล้วมีโบราณวัตถุและศิลปวัตถุพื้นบ้าน 5,000 กว่าชิ้น และมีศรัทธาจากกรุงเทพฯ ได้บริจาคโบราณวัตถุศิลปวัตถุให้แก่พิพิธภัณฑ์วัดร้องเม็งจึงได้สร้างพิพิธภัณฑ์หลังที่ 2 ขึ้นเพื่อจัดแสดงวัตถุที่ได้รับมา ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการถาวร อาทิ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง การดำเนินชีวิตของชาวบ้านวัฒนธรรมและประเพณี จัดแสดงวัตถุสะสมชิ้นสำคัญ คือ แม่พิมพ์อิฐก่อบ่อน้ำ

หน่วยราชการ

ดูทั้งหมด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูล (คฤหาสน์กูเด็น)

 2018-02-09 10:40:45

คฤหาสน์กูเด็น ชาวบ้านเรียกคฤหาสน์หลังนี้ว่า ‘ศาลากลางเก่า’ เป็นสถาปัตยกรรมยุโรปแบบโคโรเนียล รูปทรงเป็นอาคารตึก 2 ชั้น ตัวอาคารเป็นแบบตะวันตก หลังคาทรงปั้นหยา ประตูหน้าต่างรูปโค้งแบบสถาปัตยกรรมโรมัน หลังคาแบบไทย บานหน้าต่างเป็นแผ่นไม้ชิ้นเล็กๆ เป็นเกล็ดแนวนอน หลังคากระเบื้องดินเผารูปกาบกล้วย ช่องลมหน้าบันตกแต่งรูปดาวสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม คฤหาสน์กูเด็น เดิมเป็นจวนของอำมาตย์ตรี พระยาภูมินารถภักดี (กูบารูเด็น บินตำมะหง) เจ้าเมืองสตูล สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวระหว่าง พ.ศ.2411 – 2459 โดยพระยาภูมินารถภักดี หรือ ตวนกูบาฮารุตดิน บินตำมะหง เจ้าเมืองในสมัยนั้น สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวเสด็จปักษ์ใต้ แต่มิได้ประทับแรม ต่อมาจึงใช้เป็นบ้านพักและศาลาว่าการเมืองสตูล กระทั่งในสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ.2484) อาคารหลังนี้ใช้เป็นกองบัญชาการทหารญี่ปุ่นหลังจากนั้น ในพ.ศ.2537 กรมศิลปากรได้บูรณะปรับปรุงอาคารคฤหาสน์กูเด็น และดำเนินการจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมืองมาตั้งแต่ พ.ศ.2540 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสตูลแบ่งพื้นที่จัดแสดงเรื่องราวภูมิหลังเมืองสตูลด้านต่างๆ อาทิ สภาพภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา เรื่องราวสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เหตุการณ์สำคัญของชาวซาไก เรื่องราวของเกาะตะรุเตา รวมถึงโบราณวัตถุที่พบจากแหล่งโบราณคดีในจังหวัดสตูล

พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย

 2016-01-21 10:20:45

หอภาพยนตร์แห่งชาติ ได้เลือกอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงกรุงศรีของพี่น้องตระกูล ‘วสุวัต’ ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมภาพยนตร์สำคัญของประเทศ เป็นต้นแบบในการสร้าง อาคารพิพิธภัณฑ์ นอกจากเป็นอาคารโรงถ่ายภาพยนตร์เสียงมาตรฐานแห่งแรกของประเทศแล้ว ยังเป็นอาคารที่มีความงดงามสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมการออกแบบโดย โปรเฟสเซอร์ อี มันเฟรดี สถาปนิกชาวอิตาลี ซึ่งเข้ารับราชการอยู่ในกรมศิลปกร ก่อสร้างสำเร็จและเปิดใช้เมื่อพ.ศ.2478 อยู่กลางทุ่งบางกะปิ ริมถนนกรุงเทพ-สมุทรปราการ ซึ่งต่อมาคือบริเวณปากซอยอโศก ถนนสุขุมวิท พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย จัดแสดงนิทรรศการชีวประวัติบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับวงการภาพยนตร์ของประเทศไทย เช่น พระเจ้าบรมวงศ์หรือรัตน์ เปสตันยี ประวัติและวิวัฒนาการ หนึ่งศตวรรษภาพยนตร์ในประเทศไทย การละเล่น หนังตะลุง หนังใหญ่ ถ้ำมอง การกำเนิด ภาพยนตร์ในประเทศไทย เรื่อยมาจนถึงมุมมองของภาพยนตร์ไทยในปัจจุบัน ผลงานศิลปะ จัดแสดงภาพ โปสเตอร์ ใบปิดหนังและแผ่นเสียงภาพยนตร์ในยุคเก่า เทคโนโลยีและจักรกลอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ วิวัฒนาการของเครื่องมือต่างๆ จัดแสดงนิทรรศการภาพยนตร์ไทยในรอบร้อยปี โดยจัดแสดงด้วยข้อความ ภาพถ่าย ภาพเขียน หุ่นจำลอง เสียง วัตถุสิ่งของ วีดีทัศน์ โดยจัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับมหรสพของไทยที่มีมาก่อน- ภาพยนตร์ ควบคู่ ไปกับการละเล่นของชาวตะวันตก เช่น ตะเกียงวิเศษ ก่อนจะพัฒนามาเป็นถ้ำมอง เรื่อยมาจนถึงเรื่องคนไทยที่ได้ชมภาพยนตร์ครั้งแรกคือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จกรุงเบริ์น เมื่อ พ.ศ.2440, การฉายภาพยนตร์ครั้งแรกในสยามเมื่อ 10 มิถุนายน พ.ศ.2440, คนไทยถ่ายภาพยนตร์ครั้งแรก คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทองแถม ถวัลย์วงศ์ พ.ศ.2433, การจัดตั้งโรงภาพยนตร์ถาวรแห่งแรกคือโรงหนังญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ.2448 เป็นต้น หอเกียรติยศ จัดตกแต่งเป็นฉากการถ่ายทำภาพยนตร์ไทยที่สำคัญ เช่น เรื่องโรงแรมนรก,แม่นาคพระโขนง,กล่อง,ตลก 69,หุ่นมิตร ชัยบัญชา ในฉากสุดท้ายของชีวิต เป็นต้น รวมถึงส่วนของนิทรรศการที่นำเสนอเรื่องราวขั้นตอนต่างๆในการผลิตภาพยนตร์ที่น่าสนใจ

พิพิธภัณฑ์อัยการไทย

 2016-03-10 19:35:19

ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ แห่งกรุงศรีอยุธยามีการแต่งตั้งพนักงานขึ้นในตำแหน่งเจ้าพนักงานรักษาพระอัยการ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบต่อข้าราชการทางด้านกฎหมายของบ้านเมืองทั้งในด้านคดีความ และการถวายความเห็นทางกฎหมายต่อพระมหากษัตริย์ ส่วนในบรรดาหัวเมืองนั้นได้แต่งตั้งให้มีเจ้าพนักงานในตำแหน่งยกกระบัตร ทำหน้าที่ตรวจราชการต่างพระเนตรพระกรรณ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการปรับปรุง ทรงสถาปนากรมอัยการขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2436 สังกัดกระทรวงยุติธรรม ต่อมาอีก 29 ปี กรมอัยการได้โอนไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย จวบจนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534 กรมอัยการได้แยกออกจากกระทรวงมหาดไทยอยู่ในกำกับดูแลของรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมและเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สำนักงานอัยการสูงสุด’

พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ

 2016-03-10 21:34:56

ถือเป็นอีกแหล่งเก็บประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีคุณค่าอีกแห่งหนึ่ง ‘พิพิธภัณฑ์กองทัพบกเฉลิมพระเกียรติ’ พิพิธภัณฑ์ส่วนกลางของกองทัพ ก่อตั้งขึ้นเพื่ออนุรักษ์ และจัดแสดงสรรพศาสตราวุธ และวัตถุพิพิธภัณฑ์ทหาร ตลอดจนเอกสารทางประวัติศาสตร์ปัจจุบันตั้งอยู่ภายในกองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอกบริเวณโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าเดิม พิพิธภัณฑ์กองทัพบกฯ มีรากฐานจากพิพิธภัณฑ์ทหารของโรงทหารหน้า ซึ่งครั้งนั้นเจ้าหมื่นไวยวรนาถผู้บังคับการกรมทหารหน้าได้การบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขอพระราชทานสร้างขึ้นโดยกำหนดให้บริเวณหน้ามุขชั้น 3 เป็นสถานที่จัดเก็บสรรพศาสตราวุธและวัตถุพิพิธภัณฑ์ทหาร ต่อมากองทัพบกมีความจำเป็นต้องใช้ห้องดังกล่าวเป็นที่ทำงานของหน่วยงาน จึงส่งมอบวัตถุพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดให้แก่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ครั้งพอมีการจัดตั้งกองบัญชาการกองทัพบกขึ้น ณ บริเวณโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเหล้าเดิม กองทัพได้อนุมัติจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นในอาคารดังกล่าวตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 เป็นต้นมา บนเนื้อที่อาคารทั้งหมด 3 ชั้น จัดแบ่งออกเป็นห้องต่างๆ อาทิ ห้องจัดแสดงอาวุธซึ่งจัดแสดงอาวุธจริงหลากหลายประเภทที่กองทัพบกใช้ในราชการสงคราม ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายจนถึงสมัยสงครามเวียดนาน,ปรามอั้งยี่,วิกฤติการณ์ ร.ศ. 112 ฯลฯ โดยอาวุธส่วนใหญ่ที่นำมาจัดแสดงจะเป็นปืนเล็กสั้น และปืนเล็กยาวจากหลายประเทศ อาทิ ปืนคาบศิลา,ปืนนก,สับ เป็นต้น แต่ที่ชวนตื่นตาตื่นใจมากที่สุด เห็นจะเป็น ‘ปืนแก๊ตลิ่ง’ ที่กองทัพไทยสั่งมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เป็นอาวุธประจำหน่วยในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งปืนดังกล่าว สามารถยิงได้ประมาณ 400นัด/นาที เคยใช้ในการปราบฮ่อที่เข้ามารุกล้ำอธิปไตยของชาติจนได้รับชัยชนะในที่สุดและที่สะดุดตาไม่แพ้กันก็คือ ‘โพล่’ และ ‘แฟ้ม’ สิ่งจำเป็นสำหรับทหารเดินเท้าในสมัยโบราณ ใช้เป็นที่พักแรมเวลาออกศึกสงคราม ป้องกันแดดฝนภายในผูกติดด้วยแฟ้มซึ่งสานตอกเป็นรูปร่างคล้ายครุ (ถัง) นอกจากนี้ยังมีห้องจัดแสดงจำลองเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แสดงเหตุการณ์สำคัญของกองทัพ การปฏิบัติการรบครั้งสำคัญ,ห้องจัดแสดงเครื่องแบบและเครื่องหมายทหาร,ห้องรับรองกองบัญชาการกองทัพบก และห้องพระบารมีปกเกล้าฯ เป็นต้น

สถานศึกษา

ดูทั้งหมด

อุทยานวิทยาศาสตร์ พระจอมเหล้า ณ หว้ากอ ประจวบคีรีขันธ์

 2015-12-08 11:25:26

หว้ากอในอดีต เป็นชื่อหมู่บ้านเล็ก ๆ ในตำบลคลองวาฬ ห่างจากตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ ประมาณ 15 กม.ความสำคัญของหมู่บ้านนี้เคยเป็นสถานที่ที่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทรงคำนวณไว้ว่าจะเกิด สุริยุปราคาเต็มดวง สามารถมองเห็นได้ ชัดเจนที่นี่ ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ทั้งยังเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตร สุริยุปราคา ณ ที่แห่งนี้ ต่อมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2532 ให้ดำเนินการโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ และเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2533 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชพระราชทานนามว่า “อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว่ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งขึ้นเป็นสถานศึกษาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2536 ปัจจุบันสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จัดตั้ง เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็น "บิดาแห่ง วิทยาศาสตร์ไทย" ซึ่งมีบทบาทในการ พัฒนาขีดความสามารถ ทางด้าน วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีของประเทศดังนี้ 1.ปลูกฝังความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและความภาคภูมิใจในพระ อัจฉริยภาพแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะเป็น พื้นฐาน ให้คนรุ่นหลังเกิดความสนใจในศักยภาพของชนชาติไทย ที่จะ พัฒนา เกียรติประวัติ ทางด้าวิทยาศาสตร์ให้ก้าวหน้าสืบไป 2.เป็นศูนย์กลางจัดกิจกรรมทางการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ธรรม ชาติและสิ่งแวดล้อม ดาราศาสตร์ อวกาศ เทคโนโลยี และพลังงาน เพื่อส่งเสริมคุณภาพการเรียน การสอนตามหลักสุตร เพื่อพัฒนา พื้นฐานความรู้ความเข้าใจ และเพื่อเผยแพร่วิทยาการ ที่จะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป 3.เป็นศูนย์ฝึกอบรมครูอาจารย์และบุคลากรการศึกษาทั้งใน ระบบและนอก ระบบโรงเรียน 4.เป็นศูนย์การศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ธรรมชาติวิทยาและเทคโนโลยีที่เหมาะสมดาราศาสตร์และพลังงาน 5.เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ

ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

 2016-03-10 02:07:52

เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกับรัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 100 ปี แห่งวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และเป็นเครื่องหมายแห่งไมตรีระหว่างสองประเทศ ดำเนินการเปิดสอนหลักสูตรภาษาจีนระยะสั้น ให้กับผู้ที่มีความสนใจไหรับผู้เริ่มต้น ทั้งการเขียน การอ่าน การฟัง การพูดและวัฒนธรรมจีน และหลักสูตรภาษาจีนในระดับปริญญา ด้วยความร่วมมือด้านวิชาการจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนอย่างใกล้ชิด   เพื่อให้เป็นสถาบันสอนภาษาและวัฒนธรรมจีนชั้นนำในประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้ำโขง อีกทั้งยังมีหน้าที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเทศจีน ทั้งทางด้านศิลปวัฒนธรรม สังคม การปกครองและอื่นๆอีกด้วย ศูนย์ภาษาและวัฒนธรรมจีนสิรินธร มีลักษณะอาคารเป็นสถาปัตยกรรมจีนแท้ มีสวนน้ำตรงกลางแบบซูโจว วัสดุที่ใช้หลายส่วนนำมาจากประเทศจีน เช่น กระเบื้องหลังคา รูปปั้นประดับหลังคา สิงโตแกะสลัก ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการถาวร อาทิ วัฒนธรรมและประเพณี ผลงานศิลปะ และจัดแสดงภาพถ่าย 86 ภาพ ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รู้หรือไม่ ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณมีพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย ส.ว. ประกอบเป็นตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีและเป็นสิริมงคลแก่มหาวิทยาลัย โดยตราสัญลักษณ์ดังกล่าวมีเลข 8 และเลข 9 ประกอบอยู่ด้วย โดยมีความหมายถึง ทรงพระราชชนนีของพระมาหากษัตริย์ 2 พระองค์ คือ รัชกาลที่ 8 ละรัชกาลที่ 9 และได้อัญเชิญฉัตร 7 ชั้นมาเป็นเครื่องหมายประกอบพระเกียรติยศของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีดอกลำดวนและใบไม้แระดับอันแสดงถึงความมุ่งมั่นของมหาวิทยาลัยที่สนองพระราชปณิธานปลูกป่าและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยไม่หยุดยั้ง

พิพิธภัณฑ์การศึกษา โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

 2016-03-10 00:52:58

เมื่อสมัยรัชกาลที่ 2 มีการขยายเขตพระราชวังออกไป ในพระราชวังด้านใต้มีที่ว่าง โปรดฯ ให้ทำสวนปลูกต้นกุหลาบสำหรับเก็บดอกไม้ใช้ในราชการ ต่อมาในสมัยรัชการที่ 4 เมื่อพระบาทสมเด็จจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระชันษา ถึงเวลาจะเสด็จมาประทับอยู่พระราชวังนั้นนอก แต่พระบรมพระชนกนาถ โปรดฯให้จัดตำหนักพระราชทานเป็นที่ประทับในสวนกุหลาบ ตรงตึกคลังศุภรัตน เรียกพระตำหนักนี้ว่า พระตำหนักสวนกุหลาบ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก จึงคิดว่าควรจะจัดตั้งโรงเรียน กรมพระยาดำรงราชานุภาพจึงนำความเห็นขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้รับความเห็นชอบด้วย กรุณาโปรดเกล้า พระราชทานพระราชานุญาตให้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นในที่นั้น จึงได้เรียกชื่อว่า ‘ โรงเรียนสวนกุหลาบ’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พิพิธภัณฑ์การศึกษาโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย จัดแสดงนิทรรศการถาวรชีวประวัติและวิวัฒนาการโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย,จัดแสดสิ่งของ อาทิ หนังสือ ภาพถ่าย โบราณวัตถุ และนาฬิกา เป็นต้น

เฮือนแก้ว โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

 2016-03-10 19:37:15

เรือนไม้ทรงไทยล้านา 2 ชั้นใต้ถุนสูงโล่ง ตรงตามลักษณะเรือนพื้นถิ่น สร้างขึ้นในพ.ศ.2532 แล้วเสร็จในพ.ศ.2534 โดยความร่วมมือระหว่างเหล่าคณาจารย์ และสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย เพื่อสร้างเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงอาคารไม้หลังเก่าของโรงเรียนที่ทางราชการจำเป็นต้องรื้อถอน เช่น เรือนเพชน (โรงพละศึกษาหลังเก่า) ภายใต้ชื่อ ‘เฮือนแก้ว’ หรือ ‘เรือนแก้ว’ อาคารพิพิธภัณฑ์จัดแสดงไม้แกะสลัก เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือเกษตร เครื่องมือจับปลา รวมถึงภาพถ่ายเอกสารทางประวัติศาสตร์ชั้นต้น (สมุดจดหมายเหตุรายวัน) และแผนที่ประกอบ ซึ่งทั้งหมดเป็นของเก็บสะสมของทางโรงเรียนมาแต่เดิม และบางส่วนได้รับบริจาคจากผู้ปกครอง นักเรียน และศิษย์เก่า โรงเรียนยุพาราชวิทยาลัย ถือเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรกขอจังหวัดเชียงใหม่ สถาปนาขึ้นเมือ พ.ศ.2442 ตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เพื่อขยายการศึกษาออกสู่หัวเมือง แก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรซึ่งจะนำไปสู่ความเป็นเอกภาพของชาติ

เอกชน

ดูทั้งหมด

พิพิธภัณฑ์บ้านดุริยางคศิลปิน มนตรี ตราโมท

 2015-12-16 18:34:21

ศิลปินดนตรีไทยห้าแผ่นดิน ผู้แต่งเพลงทิ้งไว้ให้พวกเรารุ่นหลังมากมาย รวมทั้งวางรากฐานแข็งแกร่งให้วงการดนตรีท่านนี้ จะมีเครื่องดนตรีคู่มือคู่ใจสำหรับใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานดนตรีที่ยิ่งใหญ่เพียงสองชิ้นเท่านั้น นั่นก็คือขิมและระนาดเก่าๆ ที่ทายาทจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์บ้านดุริยางคศิลปิน มนตรี ตราโมท บ้านไม้สองชั้น อันเคยเป็นที่พำนักในชีวิตบั้นปลายของท่านนั่นเอง ครูมนตรี ตามโมท เป็นศิลปินแห่งชาติรุ่นแรกในพ.ศ.2528 สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) ครูมนตรี ตราโมท ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินห้าแผ่นดิน ‘ห้าราชกาล’ เนื่องจกท่านเกิดเมื่อ พ.ศ.2443 ตรงกับสมัยราชกาลที่ 5 ท่านเป็นนักดนตรีคนแรกที่ได้ขิมในวงเครื่อง สายหลวง บรรเลงถวายรัชกาลที่ 6 ซึ่งในยุคนั้นวงการดนตรีไทยและโขนละครเจริญถึงขึ้นสูงสุด มีนักดนตรีที่มีความสามารถมากมายมาถึงรัชกาลที่ 7 ก็ทรงเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถ พระราชนิพนธ์เพลงไทยไว้หลายเพลง ครูมนตรีจึงเป็นผู้หนึ่งที่สร้างสรรค์ผลงานวงการดนตรีไทยจึงเฟื่องฟูมาตลอดรัชกาลแม้ว่าช่วงสมัยราชกาลที่ 8 วงการดนตรีไทยจะตกต่ำบ้าง แต่ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทางอุปถัมภ์ดนตรีไทยประกอบกับสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมาร ทรงสนับสนุนและทรงเป็นนักดนตรีฝีมือเยี่ยม จึงทำให้วงการดนตรีไทยพลิกฟื้นกลับมาอีกครั้ง ตลอดชีวิตห้าแผ่นดิน จึงมีผลงานของครูมนตรี ออกมามากมาย ท่านเชี่ยวชาญทั้งทฤษฎีดนตรีไทยและทางปฏิบัติ คือ การบรรเลงเครื่องดนตรีต่างๆ อย่างยากที่จะมีใครเสมอ ท่านมีผลงานการประพันธ์ทำนองเพลงไทยหลากหลายแนว ที่มีจำนวนมากกว่า สองร้อยเพลง แต่ละเพลงมีความไพเราะอย่างยิ่ง ท่านจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ปราชญ์เมธีแห่งนาฏดุริยางศิลป์” หลายคนจึงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อได้ไปเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์บ้านดุริยางคศิลปิน มนตรี ตราโมท แล้วพบว่าเครื่องดนตรี ประจำบ้านที่ท่านใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานมากมายนั้นมีเพียงขิมกับระนาดเพียงสองชิ้นเท่านั้นเอง นั่นเป็นเพราะว่าท่านไม่เคยต้องใช้เครื่องดนตรีใดๆ มาเทียบเสียงในการแต่งเพลง เพราะท่านสามารถจดจำเสียงโน้ตต่างๆ ได้อย่างแม่นยำและถูกต้องนั่นเอง ภายในบ้านจัดแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย สมถะแสดงชีวประวัติของครูมรตรี รวมทั้งผลงานเพลงที่เป็นลายมือต้นฉบับนับตั้งแต่เพลงแรกเมื่อมีอายุ 20 ปี ถึงเพลงสุดท้ายเมื่อมีอายุ 91 ปี รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่ครั้งสมัยยังมีชีวิตอยู่และถูกหลานของท่านก็ยังอยู่อาศัยในบ้านหลังนี้ ปัจจุบันยังมีการจัดสอนดนตรีไทยให้กับผู้สนใจทั่วไป ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และในช่วงอาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปีจะมีจัดพิธีไหว้ครูดนตรีไทย เข้าชมได้ฟรี

จิปาถะภัณฑสถานบ้านคูบัว

 2015-12-08 11:14:34

จิปาถะภัณฑสถาน เป็นอาคารสองชั้นภายในมีห้องจัดแสดง 5 ห้องหลัก ทางเข้าอยู่บริเวณชั้นบนของอาคาร เมื่อเดินเข้ามาจีบันไดเดินลงทางขวามือ เพื่อเริ่มชมห้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยทวารวดีจัดแสดงวัตถุผสมผสานไปกับการจำลองบรรยากาศของโบราณสถาน จากนั้นเดินต่อเข้าไปที่ห้องวิถีชีวิตชาวนาไท-ยวน จำลองบรรยากาศให้เสมือนอยู่ภายในเรือนของชาวไท-ยวน จัดแสดงเกี่ยวกับเรื่องการเกิดของเด็ก แม่ต้องอยู่ไฟ การทำครัว และลักษณะครอบครัวชนบท จำลองการถนาการกว่านและกระบวน การผลิตก่อนที่จะมาเป็นข้าว และการบูชาพระแม่โพสพ บนชั้นสองจัดแสดงในส่วนของชาวไท-ยวน ตั้งแต่เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมความเป็นอยู่ การแต่งกาย อุปกรณ์ทอผ้า ถัดมาเป็นการแสดงผ้าจก และห้องจัดแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในจังหวัดราชบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์

 2017-08-30 13:13:27

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นชาวอิตาเลียน เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรจี เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ได้รับเลือกมาเป็นช่างปั้นกรมศิลปากรในรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2466 ซึ่งศิลปะของชาวไทยในยุคนั้นยังเป็นแบบประเพณี(เช่นลายไทย) ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ออกแบบและสร้างประติมากรรมอนุสาวรีย์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย เป็นผู้วางรากฐานการศึกษาศิลปะสมัยใหม่ของไทยให้ทัดเทียมศิลปะสากล ด้วยการริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากรและโรงเรียนศิลปศึกษา (ช่างศิลป) ริเริ่มจัดงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ผลงานบทความทางศิลปะที่มีคุณค่าต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของไทย ก่อนถึงแก่กรรมใน พ.ศ.2505 กำรงตำแหน่งข้าราชการวิสามัญชั้นพิเศษ,ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์และคณะบดีคณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรด้วยความสำนึกในคุณูปการที่มีต่อคนไทย ห้องทำงานของท่าน จึงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จัดแดสงนิทรรศการถาวร,ชีวประวัติบุคคล ศาสตราจารย์ศิลป์ พีนะศรี, ผลงานศิลปะทันสมัยใหม่ในยุคศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี, จัดแสดงสิ่งของอาทิ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน,เครื่องมือ,อุปกรณ์สื่อสาร,หนังสือและผลงานศิลปะ

พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่า

 2015-12-14 13:16:54

Mr. Rod Beattie ได้รวบรวมวัตถุต่างๆในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และศึกษาแหล่งข้อมูลที่มาจากประสบการณ์ หนังสือ และจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องในสมัยสงครามมาเป็นเวลากว่า10 ปี โดยให้ความสนใจกับเรื่องราวการสร้างทางรถไฟสายไทย – พม่าเป็นพิเศษ Mr. Rod จึงเกิดแนวความคิดที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย – พม่าขึ้นเพื่อให้ประชาชนทั่วไปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชม

พิพัธภัณฑ์สถานแห่งชาติ

ดูทั้งหมด

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์

 2017-08-30 13:13:27

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นชาวอิตาเลียน เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรจี เกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ ได้รับเลือกมาเป็นช่างปั้นกรมศิลปากรในรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2466 ซึ่งศิลปะของชาวไทยในยุคนั้นยังเป็นแบบประเพณี(เช่นลายไทย) ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ออกแบบและสร้างประติมากรรมอนุสาวรีย์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย เป็นผู้วางรากฐานการศึกษาศิลปะสมัยใหม่ของไทยให้ทัดเทียมศิลปะสากล ด้วยการริเริ่มก่อตั้งโรงเรียนศิลปากร มหาวิทยาลัยศิลปากรและโรงเรียนศิลปศึกษา (ช่างศิลป) ริเริ่มจัดงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ผลงานบทความทางศิลปะที่มีคุณค่าต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของไทย ก่อนถึงแก่กรรมใน พ.ศ.2505 กำรงตำแหน่งข้าราชการวิสามัญชั้นพิเศษ,ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์และคณะบดีคณะจิตรกรรมและประติมากรรม มหาวิทยาลัยศิลปากรด้วยความสำนึกในคุณูปการที่มีต่อคนไทย ห้องทำงานของท่าน จึงได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติศิลป์ พีระศรี อนุสรณ์ จัดแดสงนิทรรศการถาวร,ชีวประวัติบุคคล ศาสตราจารย์ศิลป์ พีนะศรี, ผลงานศิลปะทันสมัยใหม่ในยุคศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี, จัดแสดงสิ่งของอาทิ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน,เครื่องมือ,อุปกรณ์สื่อสาร,หนังสือและผลงานศิลปะ

พิพิธภัณฑ์พระวิหารมิ่งเมือง

 2016-03-10 19:41:51

พระวิหารมิ่งเมืองสร้างโดยเจ้าผู้ปกครองนครแพร่ พร้อมด้วยเจ้านายบุตรหลานพญาแสนท้าวเมืองแพร่ ต่อมาได้ถูกปรับเปลี่ยนใช้เป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุต่าง ๆ

พิพิธภัณฑ์การศึกษา โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่

 2016-03-10 20:09:02

อาคารน้ำเพชรเป็นอาคารสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรชาวแพร่ทุกหมู่เหล่า ที่ได้พร้อมใจกันร่วมสร้างอาคารน้ำเพชรขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ต่อมาเมื่อครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ คุ้มเจ้าหลวงเมืองแพร่ เมื่อวันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ.2533 และได้ทอดพระเนตรเห็นอาคารน้ำเพชร จึงมีพระดำรัสว่า "อาคารไม้เก่า ๆ ที่สวยงามอย่างนี้ หาชมได้ยากแล้ว สมควรอนุรักษ์ไว้" ประกอบกับตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่มุ่งปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้อง สร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย ส่งเสริมศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนให้มีการส่งเสริมการดำเนินงานจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ ทางโรงเรียนนารีรัตน์จึงได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์การศึกษา โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่ ขึ้น โดยใช้พื้นที่ในอาคารน้ำเพชร ซึ่งเป็นอาคารสำคัญของโรงเรียน

พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ

 2016-03-10 21:48:17

เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2540 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเปิดอย่างเป็นทางการ การจัดแสดงแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ห้องจัดแสดงเงินตราโบราณ จัดแสดงเงินตรายุคก่อนประวัติศาสตร์ เงินตราในดินแดนสุวรรณภูมิ เงินตราล้านนา และเงินตราร่วมสมัย ห้องจัดแสดงผ้าโบราณ จัดแสดงผ้าไทย และผ้าต่างประเทศ เช่น ผ้าพม่า ลาว จีน กัมพูชา และผ้าในพระราชสำนักเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดตั้งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้ด้านเงินตราและผ้าไทแก่บุคคลทั่วไป เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าแห่งมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ นอกจากมีการจัดแสดงเงินตรา และผ้าโบราณให้ผู้สนใจเข้าชมแล้ว ยังได้ร่วมมือกับองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ในการจัดกิจกรรมเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางด้านพิพิธภัณฑ์ เงินตรา และผ้าโบราณ มีการจัดกิจกรรมทุกๆ ปี โดยเน้นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน ด้านการบริการวัสดุพิพิธภัณฑ์ ได้มีการนำเอาระบบ IT มาใช้ในการบริหารระบบวัตถุพิพิธภัณฑ์ งานทะเบียน ฯลฯ

มูลนิธิและองค์กรไม่แสวงกำไร

ดูทั้งหมด

พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด

 2016-03-10 20:14:04

เดิมที่เนื้อที่ 6 ไร่ของพิพิธภัณฑ์วังสวนผักการแห่งนี้ เป็นสวนปลูกผักกาดของชาวจีนคนหนึ่ง ต่อมาในพ.ศ.2495 พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตรกรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต หรือ ‘เสด็จในกรมฯ’ พระราชนัดดา(หลาน) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) และชายา ม.ร.ว. พันธุ์ทิพย์ บริพัตร หรือ ‘คุณท่าน’ ได้ซื้อที่ดินผืนนี้ไว้เพื่อสร้างตำหนักประทับ โดยตั้งชื่อว่า ‘วังสวนผักกาด’ ด้วยพระนิสัยและความรักในการสะสม เสด็จในกรมฯ ทรงรวบรวมศิลปะและโบราณวัตถุอันล้ำค่าที่สืบทอดมาจากพระบิดา ‘จอมพลเรือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์ วรพินิต’ (ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ) ต้นราชสกุลบริพัตร และบางส่วนที่เสด็จในกรมฯและชายาร่วมกันสะสมมา ภายหลังจากเสด็จในกรมฯ สิ้นพระชนม์ คุณท่านได้มอบให้วังสวนผักกาอยู่ในความดูแลของมูลนิธิจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณกุศล และเปิดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ในปีพ.ศ.2530 โดยอนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมชมบ้านของท่านได้ นับเป็นสถานที่แห่งแรกในเมืองไทย ที่เจ้าของบ้านเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าชมบ้านในขณะที่ท่านยังใช้เป็นที่พักอาศัย ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยเรือนไทย 8 หลัง โดยเรือนที่ 1 จัดแสดงพระรูปของราชวงศ์ไทยเครื่องดนตรีไทย พระพุทธรูป และประติมากรรมสมัยต่างๆเรือนที่ 2 จัดแสดงสัปคับ ตู้พระไตรปิฎกสายน้ำสมัยอยุธยา บนฝาผนังติดตาลปัตรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับราชสกุลบริพัตร และเรือนหลังที่ 3 จัดแสดงภาชนะเบญจรงค์ เครื่องถมเงินและถมทอง เสลี่ยง เป็นต้น ขณะที่เรือนหลังที่ 4 เป็นหอพระมีพระพุทธรูปสำริดสมัยต่างๆ และมีพระบทเกี่ยวกับพุทธประวัติใต้เรือนไทยหมู่นี้จะมี ‘ถ้ำอาลีบาบา’ ซึ่งเก็บรวบรวมตัวอย่างหินสวยงามทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเรือนหลังที่ 5 จัดแสดงเครื่องแก้วลายทอง เครื่องเงิน ตุ๊กตาสังคโลก ดินปั้น เหรียญกษาปณ์ สวนเรือนหลังที่ 6 จัดแสดงภาชนะดินเผาสมัยโบราณ เครื่องสังคโลกสมัยสุโขทัย เครื่องลายครามจีน และตุ๊กตาดินเผา เรือนหลังที่ 7 เป็นพิพิธภัณฑ์โขนและเรือนหลังที่ 8 จัดแสดงโบราณวัตถุยุคบ้านเชียง